รัฐตำรวจทมิฬ

พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ ไม่ได้ให้อำนาจตำรวจสลายการชุมนุม แม้ไม่ได้ขออนุญาตชุมนุม หรือชุมนุมในเขตหวงห้าม ตำรวจต้องขออำนาจศาลให้มีคำสั่งเลิกชุมนุม ประกาศพื้นที่ควบคุม ให้ออกจากพื้นที่ในเวลากำหนด เมื่อพ้นเวลาแล้ว จึงมีอำนาจจับกุม

ทายท้าวิชามาร : ใบตองแห้ง

พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ ไม่ได้ให้อำนาจตำรวจสลายการชุมนุม แม้ไม่ได้ขออนุญาตชุมนุม หรือชุมนุมในเขตหวงห้าม ตำรวจต้องขออำนาจศาลให้มีคำสั่งเลิกชุมนุม ประกาศพื้นที่ควบคุม ให้ออกจากพื้นที่ในเวลากำหนด เมื่อพ้นเวลาแล้ว จึงมีอำนาจจับกุม

การชุมนุมที่ผ่านมาทุกครั้ง ที่ไม่แจ้งชุมนุม ตำรวจก็ดำเนินคดีภายหลัง ซึ่งมีโทษสถานเบา เช่น ไม่แจ้งการชุมนุมมีโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท ชุมนุมในเขตหวงห้าม 150 เมตรจากเขตพระราชฐาน 50 เมตรจากทำเนียบรัฐสภา มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (โดยหากปิดถนน ตำรวจก็จะดำเนินคดีฐานกีดขวางทางสาธารณะเพิ่มเข้ามา)

ชุมนุมรอบทำเนียบรัฐสภา กฎหมายก็ไม่ได้ห้าม เพียงบอกว่าในกรณีจำเป็นเพื่อรักษาความปลอดภัย ความสงบเรียบร้อย ผบ.ตร.มีอำนาจประกาศห้ามชุมนุมในระยะไม่เกิน 50 เมตร โดยให้คำนึงถึงจำนวนผู้ร่วมชุมนุมและพฤติการณ์ด้วย

ไม่มีที่ใดในกฎหมายระบุว่า ตำรวจสามารถปิดกั้นทางสาธารณะ (เช่นที่เคยปิดแยกผ่านฟ้า) หรือปิดพื้นที่ 50 เมตรรอบทำเนียบรัฐสภา เพื่อสกัดการชุมนุม แล้วถ้าผู้ชุมนุมล่วงล้ำเข้ามา ตำรวจก็สามารถใช้รถฉีดน้ำ ใช้แก๊สน้ำตา ใช้กระสุนยาง ใช้โล่กระบอง ใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ เพื่อไม่ให้เข้าไปในพื้นที่นั้น

การใช้ความรุนแรงเช่นที่ทำหน้ารัฐสภา จึงเกินกว่าเหตุอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับความผิด ที่อย่างมาก ผู้จัดก็มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือนปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

ตำรวจไปตั้งบังเกอร์รั้วลวดหนาม แล้วขีดเส้นว่าถ้าผู้ชุมนุมเข้ามารื้อ คือความผิดร้ายแรง ใช้รถฉีดน้ำ ระดมยิงแก๊สน้ำตา กระสุนยาง เข้าใส่ผู้ชุมนุมคนหนุ่มสาวทันที ราวกับอาชญากร ยิงแก๊สน้ำตาใส่กระทั่งรถพยาบาล เป็นเวลานานสี่ห้าชั่วโมง ราวกับทำสงครามป้องกันพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์

ทั้งที่นั่นคือรัฐสภา ซึ่งผู้แทนประชาชนประชุมพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประชาชนทุกฝ่ายมีสิทธิมาชุมนุมติดตามฟังผล แสดงออกซึ่งการมีส่วนร่วม แสดงพลังกดดัน ในฐานะที่เข้าชื่อกัน 1 แสนคนเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ iLaw

การไม่แจ้งชุมนุม ไม่ใช่ความผิดที่ถึงขั้นทำลายสิทธิชุมนุม อันเป็นสิทธิพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ หากตำรวจจะอ้างว่าการชุมนุมไม่เป็นไปโดยสงบ ต้องสลายการชุมนุม ก็จะอ้างได้ต่อเมื่อม็อบบุกยึดรัฐสภา ขัดขวางการประชุม ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะผู้ชุมนุมต้องการให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่าน ถ้าไม่ผ่าน อย่างมากก็แสดงความไม่พอใจ ที่ว่าจะไม่ยอมให้ ส.ส. ส.ว.ออกจากรัฐสภา ก็ยังไม่เกิดขึ้น

การใช้อำนาจเกินเลยโดยไม่เกรงว่าจะถูกเอาผิดภายหลัง โดยไม่แยแสสังคมประณาม ชัดเจนว่าได้รับคำสั่งโดยตรงจากรัฐบาล เพราะตำรวจใช้ความรุนแรงเป็นเวลานาน รัฐบาลไม่ห้าม ไม่สนใจ นี่แสดงว่าการประนีประนอมไม่มีทางเกิดขึ้น ไม่เป็นจริง มีแต่หาทางปราบม็อบ โดยหลังจากนี้คงจะตามไปตั้งข้อหาหนัก ทั้งที่ถูกทำร้ายถูกสลาย

นี่คือการใช้ความรุนแรงเพื่อค้ำอำนาจประชาธิปไตยปลอม ระบอบสมประโยชน์ของรัฐราชการ ทหารตำรวจ และนักการเมือง ภายใต้ข้ออ้าง “ปกป้องสถาบัน” ไม่ยอมทำตามข้อเรียกร้อง ไม่ออก ไม่ถอย  250 ส.ว.ยังกอดอำนาจกอดเก้าอี้ แต่จะผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรครัฐบาล พ่วงร่างฝ่ายค้านลวงตา แล้วใช้การแก้รัฐธรรมนูญปาหี่ ค้ำอำนาจ ปิดทางข้อเรียกร้องของประชาชน เพราะกลไกการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นไปตามที่รัฐควบคุมบงการได้

โดยไม่แยแสเลยว่าหลังจากวันนี้ จะถูกต่อต้านประณามอย่างรุนแรงเพียงไร โดยเฉพาะตำรวจ ที่ยังจะใช้ข้อหาร้ายแรงไล่ล่าตามจับผู้ชุมนุม โดยไม่สนใจว่าเกียรติยศศักดิ์ศรีของตำรวจถูกเหยียบย่ำลงไปบนพื้นฝุ่นดินโคลนแล้ว