ตร. แจงปมปล่อยม็อบ 2 ฝ่ายปะทะ ชี้ไม่สามารถใช้กำลังรุนแรง ยันพยายามเจรจาแล้ว ไม่เป็นผล!

ตร. แจงปมปล่อยม็อบ 2 ฝ่ายปะทะ ชี้ไม่สามารถใช้กำลังรุนแรง ยันพยายามเจรจาแล้ว ไม่เป็นผล!

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (18 พ.ย.63) พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) แถลงถึงกรณีที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์การชุมนุมหน้ารัฐสภาวานนี้ (17 พ.ย.) โดยระบุว่า พบผู้ที่ถูกกระสุนปืน 2 รายในกลุ่มผู้ชุมนุมทั้งสองฝ่าย คือ กลุ่มราษฎร และกลุ่มไทยภักดี ระหว่างเหตุความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในช่วงค่ำใกล้แยกเกียกกาย ห่างจากจุดที่มีการชุมนุมราว 300 เมตร

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ทราบที่มาของกระสุนดังกล่าวว่าจากฝ่ายใด จึงต้องมีการสืบสวนสอบสวนต่อไป เพราะอาจจะมาจากทั้งกลุ่มผู้ชุมนุม หรืออาจจะเป็นคนในชุมชนที่ไม่พอใจกลุ่มผู้ชุมนุม โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจะตรวจสอบบาดแผล และร่องรอยในที่เกิดเหตุ รวมทั้งสอบปากคำผู้บาดเจ็บต่อไป ส่วนที่ปรากฏภาพกระสุนปืนในสื่อโซเซียลนั้น ก็ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นหลักฐานจริงหรือไม่ เพราะอย่าลืมว่าบริเวณดังกล่าวใกล้กับสนามยิงปืนของทหารม้ายานเกราะ หรืออาจนำปลอกกระสุนปืนจากที่อื่นมาก็ได้

ด้าน พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กล่าวชี้แจงสาเหตุที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้เข้าระงับเหตุปะทะกันของกลุ่มผู้ชุมนุมทั้งสองฝ่ายที่ถนนทหาร แยกเกียกกายเมื่อคืนนี้ว่า ผู้บังคับบัญชากองร้อยควบคุมฝูงชนที่อยู่ในจุดเกิดเหตุได้ประกาศแจ้งเตือนและใช้รถฉีดน้ำผลักดัน รวมทั้งดำเนินการตามมาตรการต่าง ๆ เพื่อทำให้ทั้ง 2 กลุ่มล่าถอยไป

แต่เมื่อแนวป้องกันของเจ้าหน้าที่ถูกทำลายลง จึงไม่มีทางเลือกที่จะต้องล่าถอยออกมา เพราะขนาดเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามขั้นตอนทุกอย่างยังถูกสังคมตั้งคำถามจนถึงทุกวันนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ทั้งกลุ่มไทยภักดีและแนวแรกของกลุ่มราษฎร บางส่วนเข้าไปชุลมุนขว้างปาสิ่งของ แม้ว่าเจ้าหน้าที่จะประกาศให้ยุติ และพยายามสุดความสามารถที่จะแยกผู้ชุมนุมออกจากกัน แต่ที่สุดก็ต้องยอมล่าถอยออกมา เพราะไม่สามารถใช้กำลังที่รุนแรงมากกว่านี้ได้ โดยปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่พยายามใช้การเจรจาและใช้หลักรัฐศาสตร์