CHAYO แย้มไตรมาส 4 ฟอร์มสวย ลุยซื้อหนี้เข้าพอร์ตดันรายได้ทั้งปีโต 50%

CHAYO แย้มไตรมาส 4 ฟอร์มสวย ลุยซื้อหนี้เข้าพอร์ตดันรายได้ทั้งปีโต 50%

นายสุขสันต์ ยศะสินธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ชโย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CHAYO ผู้ดำเนินธุรกิจบริหารสินทรัพย์ทั้งที่มีหลักประกันและไม่มีหลักประกัน ธุรกิจเจรจาติดตามเร่งรัดหนี้สิน ธุรกิจปล่อยสินเชื่อ และกิจการศูนย์บริการข้อมูลลูกค้า เปิดเผยว่า ผลประกอบการของบริษัทและบริษัทย่อยในงวด 9 เดือนแรกของปี 2563 มีรายได้รวมอยู่ที่ 352.46 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 58.70% เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 222.09 ล้านบาท มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 119.00  ล้านบาท เติบโต 29.60% โดยการเพิ่มขึ้นของกำไรเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยและกำไรจากการขายสินทรัพย์รอการขาย

ส่วนผลประกอบการของบริษัทฯ ในงวดไตรมาส 3/2563 มีรายได้รวมอยู่ที่ 120.56 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 76.13% เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 32.02 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.39% โดยสาเหตุการเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เกิดจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ย

“ผลประกอบการที่ออกมาเป็นที่น่าพอใจ ถึงแม้ว่าการจัดเก็บ การขายหลักประกัน และรายได้จากการให้บริการติดตามทวงถามหนี้บางส่วนจะได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 (ลูกหนี้บางรายขอหยุดพักชำระหนี้และขอเลื่อนการจ่ายออกไป ประกอบกับการเลื่อนขายทอดตลาดหลักประกันของหนี้สินด้อยคุณภาพ จากกรมบังคับคดีปิดในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2563 และผู้ว่าจ้างมีนโยบายให้หยุดติดตาม) แต่บริษัทก็ยังสามารถขายสินทรัพย์รอการขายได้ ทำให้บริษัทมีกำไรที่ดีตามเป้าหมาย โดยคาดว่ารายได้รวมทั้งปีจะโตมากกว่าแผนที่วางไว้ซึ่งคาดว่าจะไม่ต่ำกว่า 50% (งวด 9 เดือนปีนี้ รายได้โต 58.70% ส่วนกำไรโตที่ 29.25%)” นายสุขสันต์ กล่าว

นายสุขสันต์ กล่าวถึงการซื้อหนี้ในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2563 ว่างวดไตรมาส 4/2563 จะเริ่มต้นเข้าสู่ช่วงที่ทางสถาบันการเงินจะเร่งขายหนี้ด้อยคุณภาพออกมามากเพื่อบริหาร NPL ของสถาบันการเงิน หลังลูกหนี้ที่เข้าโครงการพักชำระหนี้ทยอยครบกำหนดมาตรการ ขณะที่ในปีนี้บริษัทวางแผนที่จะซื้อหนี้เข้ามาบริหารเพิ่มขึ้นอีก 10,000 ล้านบาท โดยวางงบลงทุนไว้ 1,000 ล้านบาท โดยในปีนี้หากมีโอกาสอำนวยบริษัทจะซื้อให้ได้มากว่า 1,000 ล้านบาท

ปัจจุบัน CHAYO อยู่ระหว่างการเจรจากับทางสถาบันการเงินหลายแห่ง เบื้องต้นคาดว่าจะใช้เงินลงทุนอีกประมาณ 800-1,000 ล้านบาท ทั้งนี้ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2563 บริษัทใช้เงินลงทุนซื้อหนี้ด้อยคุณภาพไปแล้วประมาณ 250 ล้านบาท

โดยการซื้อหนี้ด้อยคุณภาพใหม่เข้ามาเพิ่มในปีนี้ คาดว่าจะส่งผลให้มูลหนี้คงค้างภายในปลายปีนี้เพิ่มขึ้นมาเป็นไม่น้อยกว่า 60,000 ล้านบาท จากปัจจุบันบริษัทฯ มีมูลหนี้คงค้างอยู่ในพอร์ตมูลค่าราว 53,514 ล้านบาท แบ่งออกเป็นหนี้ที่ไม่มีหลักประกัน 37,950 ล้านบาท และหนี้ที่มีหลักประกัน 15,564 ล้านบาท

ขณะที่ธุรกิจปล่อยสินเชื่อคาดว่าในปีนี้จะมีการเติบโตไม่มากนักเมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน เนื่องจากบริษัทให้ความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดหนี้สงสัยจะสูญ (NPL) ในสภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ โดยปัจจุบันบริษัทมีการปล่อยสินเชื่อไปแล้วจำนวนประมาณ 53 ล้านบาท และมี NPL ที่ระดับต่ำ โดยในปีนี้บริษัทฯ ปรับลดเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อรวมไว้ที่ไม่เกิน 100 ล้านบาท ส่วนธุรกิจให้บริการติดตามทวงถามหนี้อาจได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 เนื่องจากผู้ว่าจ้างมีนโยบายในการให้หยุดติดตามเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ ทำให้รายได้รวมทั้งปีอาจลดลงบ้าง ซึ่งเป็นไปตามสภาวะเศรษฐกิจโดยรวม

สำหรับธุรกิจขายสินค้า และบริการผ่านคอลเซ็นเตอร์และช่องทางอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ภายใต้การบริหารของบริษัทย่อย บริษัท 555 ช้อปปิ้ง จำกัด ได้รับการตอบรับที่ค่อนข้างดีจากผู้บริโภค เบื้องต้นบริษัทฯ คาดว่าจะสามารถสร้างยอดขายได้ ไม่น้อยกว่า 2 – 3 หมื่นบาทต่อวัน หรือประมาณ 0.6 – 1.0 ล้านบาทต่อเดือน และโดยวางเป้าหมายเบื้องต้นภายใน 2 ปี มีสัดส่วนรายได้เพิ่มเป็นประมาณ 3 – 5% ของรายได้รวม

นอกจากนี้ คณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติให้ดำเนินการขอย้ายหุ้นจากตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) เพื่อเข้าไปทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) แล้ว ซึ่งในตอนนี้บริษัทอยู่ระหว่างการดำเนินยื่นคำขอต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยบริษัทคาดว่าจะสามารถย้ายเข้า SET ได้ภายในปีนี้หรือไม่ก็ต้นปีหน้า

คำค้น