SPCG ต่อลมหายใจ.!

โล่งอกกันซะที..!! สำหรับบริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ SPCG ที่ก่อนหน้านี้ถูกตั้งคำถามมาโดยตลอดว่าจะมีอะไรมาทดแทนกรณีโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์ฟาร์ม ที่อายุสัญญาขายไฟฟ้าบางโครงการเริ่มเหลือน้อยลง ไม่ถึง 10 ปีแล้ว จะมีโครงการใหม่ ๆ อะไรมาทดแทนบ้าง..?

สำนักข่าวรัชดา

โล่งอกกันซะที..!! สำหรับบริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ SPCG ที่ก่อนหน้านี้ถูกตั้งคำถามมาโดยตลอดว่าจะมีอะไรมาทดแทนกรณีโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์ฟาร์ม ที่อายุสัญญาขายไฟฟ้าบางโครงการเริ่มเหลือน้อยลง ไม่ถึง 10 ปีแล้ว จะมีโครงการใหม่ ๆ อะไรมาทดแทนบ้าง..?

ในที่สุดก็เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์…หลังเตรียมเข้าไปลงทุนโซลาร์ฟาร์มสำหรับใช้ในพื้นที่เมืองใหม่ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC กำลังการผลิต 500 เมกะวัตต์ ผ่านบริษัท เซท เอนเนอยี จำกัด (SET Energy) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนที่มี SPCG ถือหุ้น 40%, บริษัท มิตซู เพาเวอร์ กรุ๊ป จำกัด (Mitsu) ถือหุ้น 40% และบริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (PEA ENCOM) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ถือหุ้น 20%

นอกจากนี้ SPCG ยังมีแผนจะซื้อหุ้นที่ Mitsu ถืออยู่ 40% อีกด้วย…นั่นจะทำให้ SPCG ถือหุ้นใน SET Energy เพิ่มเป็น 80% …ซึ่งถ้าคิดตามสัดส่วนการถือหุ้นดังกล่าว เท่ากับว่า SPCG จะมีกำลังการผลิตเพิ่มเข้ามาอีก 400 เมกะวัตต์เลยทีเดียว

ก็น่าจะชดเชยของเดิม 290 เมกะวัตต์ที่ใกล้หมดอายุได้…ส่วนเรื่องความมั่นคงก็ไม่มีปัญหา เพราะมีกฟภ.ถือหุ้นอยู่

ที่จริง SPCG ถือเป็นผู้บุกเบิกโซลาร์ฟาร์มในเมืองไทย ที่ ณ ตอนนั้นมีกำลังการผลิตในมือกว่า 100 เมกะวัตต์ แต่ในยุคของการเริ่มต้น สิ่งที่ยากลำบากสำหรับ SPCG คือ ต้องแบกรับต้นทุนการผลิตค่อนข้างสูง เนื่องจากตอนนั้นโซลาร์ฟาร์มยังเป็นเรื่องใหม่ ทำให้แบงก์ไม่มั่นใจ จึงคิดดอกเบี้ยแพง

พอหลัง ๆ มาโซลาร์ฟาร์มเป็นที่รู้จักมากขึ้น…การปล่อยกู้ของแบงก์ก็คิดดอกเบี้ยถูกลง…SPCG เลยพยายามเคลียร์หนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ จนสถานการณ์ดีขึ้นตามลำดับ

เมื่อผ่านยุคเลวร้ายมาแล้ว SPCG ก็เริ่มมองหาโครงการใหม่ ๆ เข้ามาเติม ด้วยการออกไปลงทุนโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มใหม่ ๆ ในต่างประเทศ โดยเฉพาะที่ประเทศญี่ปุ่น แต่เนื่องจากมีปัญหาภายในที่ญี่ปุ่น ทำให้โครงการล่าช้าออกไป…จะหันมาขายแผงโซลาร์ รูฟ ก็เงียบหายไป ไม่ซัคเซสเท่าที่ควร…

ดังนั้น การที่ได้โซลาร์ฟาร์มเข้ามาเพิ่มอีก 400 เมกะวัตต์…เท่ากับเป็นการต่อลมหายใจให้กับ SPCG ได้อีกเฮือก..!!

น่าจะทำให้นักลงทุนที่มีหุ้น SPCG ติดอยู่ในพอร์ตพลอยหายใจหายคอโล่งขึ้นไปด้วย…

ส่วนประเด็นการซื้อหุ้น SET Energy สัดส่วน 40% จาก Mitsu ด้วยการออกหุ้นเพิ่มทุนไปแลกนั้น โอเค…แม้จะเกิดไดลูชั่นจากจำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้น แต่ก็ได้มาซึ่งแอสเซท โดยที่บริษัทไม่ต้องควักเงินจ่าย…

ไฮไลต์อยู่ที่เมื่อเซ็นขายไฟฟ้าให้กับ PEA ENCOM แล้ว (ตามที่ระบุจะแล้วเสร็จภายในเดือน พ.ย. 2563 นี้) ก็เป็นการการันตีถึงรายได้ที่มั่นคง

ขณะที่โครงการโซลาร์ฟาร์มดังกล่าว คาดจะเริ่มก่อสร้างปี 2564 โดยเฟสแรกกำลังการผลิต 300 เมกะวัตต์ จะ COD ภายในปี 2565 ส่วนที่เหลืออีก 200 เมกะวัตต์ จะ COD ภายในปี 2569

สิ่งที่ตามมาเป็นเรื่องเม็ดเงินลงทุนที่สูงถึง 23,000 ล้านบาท ซึ่งมีหลายแนวทางให้เลือก ตั้งแต่ 1) จะไปกู้แบงก์ ออกหุ้นกู้ หรือเพิ่มทุน 2) อาจจะมีการ Spin-Off SET Energy เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งสามารถเข้าได้เลย เพราะเป็นบริษัทที่ทำสาธารณูปโภค และ 3) ถ้าไม่เข้าตลาดโดยตรง ก็อาจตั้งเป็นกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (อินฟราสตรักเจอร์ฟันด์) เพื่อระดมทุน

ก็ต้องดูว่าจะเลือกแบบไหน..?

แต่ในมุม SPCG นัยแรกจะได้มูลค่าเพิ่มจาก SET Energy มากขึ้น ถัดมาเมื่อได้เงินมาก็สามารถขับเคลื่อนโครงการได้ ก็จะตามมาซึ่งรายได้ของ SPCG ที่มากขึ้นนั่นเอง

แหม๊…ถ้าดูไทม์ไลน์ตามนี้ วันที่ 15 ม.ค. 2564 ที่จะขอไฟเขียวจากผู้ถือหุ้น คงไม่มีผู้ถือหุ้นคนไหนแหกคอกหรอกมั้ง…

…อิ อิ อิ…