“สธ.” พบเพิ่มอีก 1 ราย หญิงวัย 25 ปี เพื่อนสาวเชียงใหม่ ลักลอบเข้าเมือง ติด “โควิด”

“สธ.” พบเพิ่มอีก 1 ราย หญิงวัย 25 ปี เพื่อนสาวเชียงใหม่ ลักลอบเข้าเมือง ติด “โควิด”

นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงพบผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่อีก 1 ราย ใน จ.เชียงราย เป็นหญิงไทย อายุ 25 ปี ภูมิลำเนา จ.พะเยา ซึ่งทำงานในสถานบันเทิงในเมียนมาแห่งเดียวกับหญิงไทยที่ จ.เชียงใหม่ และใน จ.เชียงราย ที่พบการติดเชื้อก่อนหน้านี้ โดยเดินทางจากเมียนมา มาตามช่องทางธรรมชาติ เมื่อวันที่ 24 พ.ย.พร้อมเพื่อนอีก 2 คนมาที่ อ.แม่สาย

วันที่ 24-27 พ.ย. เข้าพักที่โรงแรมใน อ.แม่สาย ไม่ได้ออกจากห้องพักไปไหน สั่งอาหารทาง Grab

วันที่ 28-30 พ.ย. ย้ายมาพักที่โรงแรมในเขต อ.เมืองเชียงราย ประสานเจ้าหน้าที่ขอมารับการตรวจ

วันที่ 30 พ.ย.เข้าไปรับการกักตัว และ ทำการตรวจหาเชื้อ ผล SAR-COV-2 Detected ได้รับการส่งตัวมารักษาที่ห้องแยกโรค รพ.ศูนย์เชียงรายประชานุเคราะห์

สำหรับผู้สัมผัส ได้แก่ เสี่ยงสูง 4 ราย เป็นผู้สัมผัสใกล้ชิด 2 ราย คือ เพื่อนหญิงไทย อายุ 23 ปีที่เดินทางกลับจากประเทศเมียนมาพร้อมผู้ป่วย ผลตรวจพบเชื้อ, พนักงานโรงแรมที่ขับจักรยายนยนต์พาผู้ป่วยไปร้านสะดวกซื้อ 1 ราย อยู่ระหว่างรอผลตรวจ

ผู้สัมผัสเสี่ยงสูงอีก 2 ราย คือ รถจักยานยนต์รับจ้างจากหมู่บ้านต้นทางถึงโรงแรมใน อ.แม่สาย อยู่ระหว่างรอตรวจ, รถจักรยานยนต์รับจ้าง จาก อ.แม่สายไป อ.เมือง และโรงพยาบาลเอกชน แต่ผลตรวจไม่พบเชื้อ
ขณะที่ผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำ 23 ราย แบ่งเป็น บุคลากรทางการแพทย์ 20 ราย และแม่ค้าร้านอาหาร พนักงานร้านสะดวกซื้อ พนักงานโรงแรม

นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ยืนยันว่า การพบผู้ติดเชื้อโควิดทั้ง 4 รายใน จ.เชียงใหม่ และ จ.เชียงราย ยังอยู่ในภาวะควบคุมได้ และให้ความร่วมมืออย่างดี ไม่ได้มีการแพร่ระบาดรุนแรง

ด้าน นพ.ธงชัย เลิศวิไลรัตนพงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 1 กล่าวถึงการติดตามผู้สัมผัสผู้ป่วยโควิด-19 เพศหญิงที่เชียงใหม่ ขณะนี้เพิ่มเป็น 336 ราย เป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 112 ราย โดย 90 รายผลตรวจไม่พบเชื้อ ที่เหลืออยู่ระหว่างรอผลการตรวจ และติดตามผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำ 152 ราย ตรวจไม่พบเชื้อ 79 ราย ที่เหลืออยู่ระหว่างรอผลตรวจและติดตาม และผู้สัมผัสอื่นๆ 72 ราย ผลตรวจไม่พบเชื้อ 47 ราย โดยภายใน 1-2 วัน จะมีการเก็บตัวอย่างตรวจหาเชื้อครั้งที่ 2 และเฝ้าระวังให้ครบ 14 วัน

อย่างไรก็ตาม ขอเน้นย้ำเรื่องการใส่หน้ากากและเว้นระยะห่าง จะช่วยลดความเสี่ยงการแพร่เชื้อ และทำให้ควบคุมโรคได้อย่างเต็มที่ สำหรับด่านพรมแดนได้มีการเฝ้าระวังและสุ่มตรวจหาเชื้อเป็นระยะ และขอให้คนที่เดินทางกลับเข้ามาและมีความเสี่ยง เข้ามารับการตรวจทุกราย

นพ.โสภณ กล่าวว่า หลังจากที่รัฐบาลมีนโยบายเปิดรับคนไทยกลับประเทศ ทำให้มีคนไทยทยอยเดินทางเข้าในประเทศ โดยทุกคนต้องเข้ารับการกักตัว 14 วันในสถานกักตัวที่รัฐจัดให้และรัฐกำหนดทุกประเภท และเมื่อประเทศไทยสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ จึงได้เปิดรับชาวต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจและรับการรักษาโรคอื่นที่ไม่ใช่โควิด-19 และท่องเที่ยวต่างชาติประเภทพิเศษ (Special Tourist Visa : STV) เพื่อสร้างความสมดุลของระบบสุขภาพและเศรษฐกิจ โดยทุกคนต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันควบคุมโรคที่ภาครัฐกำหนด

ตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย.-1 ธ.ค.63 มีผู้เดินทางเข้าประเทศ 163,735 คน ทุกคนเข้ารับการกักตัวในสถานที่กักกันที่รัฐระบุไว้ (SQ, LQ, ASQ, ALQ, OQ และ AHQ) ในจำนวนนี้ตรวจพบเชื้อโควิด 19 จำนวน 1,044 ราย คิดเป็น 0.64% ของผู้ที่เดินทางทั้งหมด โดยเป็นคนไทย 826 ราย ต่างชาติ 218 ราย กลับบ้านได้ 910 ราย มีผู้เสียชีวิต 2 ราย

ปัจจุบันมีผู้เดินทางเข้าประเทศประมาณวันละ 700-800 คน เมื่อเทียบกับในอดีตที่เดินทางเข้ามาวันละประมาณแสนคน ถือว่าอยู่ในระดับที่ปลอดภัย อย่างไรก็ตาม อนาคตมีแนวโน้มว่าจะมีการเดินทางระหว่างประเทศมากขึ้น หากมีการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด 19 ในต่างประเทศและในประเทศไทย จึงต้องเตรียมความพร้อมรองรับการเดินทางที่มากขึ้น โดยการเดินทางเข้ามาในช่องทางที่ถูกต้อง มีระบบกักกันโรคและตรวจหาเชื้อ แต่การลักลอบเข้าทางพรมแดนธรรมชาติทำให้มีความเสี่ยงได้ จึงต้องขอให้ช่วยกันป้องกัน สอดส่องการเข้ามาที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย