“ส.นักวิเคราะห์” ประสานเสียงคัด 5 หุ้นเด่นปี 64 พร้อมมองกรอบดัชนีสูงสุดแตะ 1,631 จุด

"ส.นักวิเคราะห์" ประสานเสียงคัด 5 หุ้นเด่นปี 64 พร้อมมองกรอบดัชนีสูงสุดแตะ 1,631 จุด

นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการ สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) เผยผลสำรวจความเห็นของนักวิเคราะห์หลักทรัพย์และผู้จัดการกองทุนจำนวน 23 บริษัท พบว่า หุ้นเด่นปี 2564 ที่นักวิเคราะห์แนะนำมี 5 บริษัท โดยมีจำนวนสำนักวิเคราะห์แนะนำตรงกันตั้งแต่ 4 สำนักขึ้นไป ได้แก่

1.บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC เพราะมีปัจจัยสนับสนุนจาก 3 ปัจจัยบวกหุ้นในกลุ่มสื่อสาร คือ การประกาศขอความร่วมมือให้ประชาชนเริ่มทำงานที่บ้าน (WFH) เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของโควิด-19 รอบใหม่, ผลตอบแทนเงินปันผลที่สูงประมาณ 4.11% และเม็ดเงินลงทุนต่างชาติที่มีโอกาสกลับเข้ามาลงทุน เพราะเป็นหุ้นแข็งแกร่งและมีกระแสเงินสดที่ดี

2.บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS โดยประเด็นสนับสนุนจากการเป็นกลุ่มโรงพยาบาลเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในไทย คาดกำไรมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องจากไตรมาส 2/2563 ที่เป็นจุดต่ำ ด้วยการควบคุมค่าใช้จ่าย เพิ่มสัดส่วนคนไข้ประกัน และประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

3.บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL ปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐยังมีต่อเนื่อง หนุนเม็ดเงินและกำลังซื้อของลูกค้า คาดได้ประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม

4.ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK โดยมองปัจจัยหนุนจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสูง มีการบริหารจัดการและควบคุมความเสี่ยงที่ดี และเป็นที่สนใจของนักลงทุนต่างชาติ

5.บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC คาดได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจหลังมีวัคซีน และมีความได้เปรียบด้านต้นทุนจากการใช้ก๊าซฯ เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต

สำหรับหุ้นที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว อาทิ โรงแรมและสายการบิน นอกจากนั้นยังให้หลีกเลี่ยงหุ้นบางรายที่วิ่งขึ้นมากว่า 1,000% เนื่องจากราคาเกินมูลค่าปัจจัยพื้นฐานไปมาก โดยมองว่าปีนี้หุ้นที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 1,000% อาจจะยากแล้ว เพราะไม่น่าเกิดขึ้นบ่อย ๆ แต่หากเป็นระดับ 100-200% บางครั้งก็อาจพอมีบ้าง

ขณะที่เป้าหมายดัชนีหุ้นไทย ณ สิ้นปี 2564 มีค่าเฉลี่ยที่ระดับ 1,559 จุด หรือปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 110 จุด จากระดับดัชนีฯ ณ สิ้นปี 2563 ที่ระดับ 1,449 จุด พร้อมประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีฯ ระหว่างปีเหวี่ยงตัวได้ราว 300 จุด โดยให้จุดสูงสุดที่ระดับ 1,631 จุด และจุดต่ำสุดที่ระดับ 1,338 จุด

โดยปัจจัยบวกต่อดัชนีหุ้นไทยในปีนี้ ได้แก่ 1.มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ของประเทศสำคัญทั่วโลก ซึ่งผู้ตอบแบบสำรวจเทคะแนนให้กว่า 95.65% 2.ฟันด์โฟลว์จากต่างประเทศจะไหลเข้ามาสู่ตลาดหุ้นไทย โดยมีคะแนน 91.30% 3.มีแรงหนุนจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่คาดจะฟื้นตัวราว 78.26% 4.ภาวะเศรษฐกิจโลกที่จะฟื้นตัว และ 5.ทิศทางดอกเบี้ยในประเทศที่อาจลดลงราว 69.57% และ 52% ตามลำดับ

ส่วนปัจจัยลบที่คาดว่าจะส่งผลต่อตลาดหุ้นไทย ได้แก่ 1.แนวโน้มสถานการณ์โควิด-19 คิดเป็น 78.26% 2.ปัจจัยทางด้านการเมืองในประเทศ 73.91% และเศรษฐกิจภายในประเทศ 52.17% ตามลำดับ

ด้านสมมติฐานเศรษฐกิจไทยปีนี้ทุกรายมองว่าเป็นบวก โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.74% ประกอบราคาน้ำมันคาดว่าเฉลี่ยจะอยู่ที่ระดับ 49.70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และคาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ของตลาดเฉลี่ยที่ 77.46 บาท

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ไม่กังวลโควิด-19 มากนัก แม้จะยังมองเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอยู่ คาดกระทบแค่ระยะสั้น เพราะเมื่อมีการเริ่มใช้วัคซีนได้จริงในช่วงเดือน ก.พ.-มี.ค. นักลงทุนคงไม่ตกใจมากแล้ว ซึ่งช่วงสั้นอาจต้องใช้เวลาในการควบคุมอีกนิด แต่จากการลงทุนในช่วงที่ผ่านมาพบว่าปัจจุบันนักลงทุนมองข้ามช่วง 2-3 เดือนนี้ไปมากแล้ว และทุกคนเชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจจะกลับมา แต่ดัชนีฯ คงไม่ไปไกลกว่านี้มาก เพราะวิ่งขึ้นมาตั้งแต่ช่วงครึ่งปีหลังของปี 2563 มากแล้ว

คำค้น