‘ขี้แพ้ชวนตี’ บวก ‘พลังโซเชียล’

การบุกสภาคองเกรสของกลุ่มคนที่สนับสนุนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผลพวงที่เกิดมาจากการ “แพ้แล้วชวนตี” ของทรัมป์ ซึ่งมีผลตามมามากมาย และเรื่องนี้น่าจะเป็นอุทาหรณ์ให้กับผู้นำทั่วโลกหรือผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้งในระดับชาติและในระดับท้องถิ่นว่า หากแพ้แล้ว ก็ควรจะต้องยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดี อย่าได้โทษนั่นโทษนี่ และอาศัยโซเชียล มีเดีย บิดเบือนข้อมูลข่าวสารจนสร้างความร้าวฉานในประเทศ ในสังคมและในชุมชน

กระแสโลก : ฐปนี แก้วแดง

การบุกสภาคองเกรสของกลุ่มคนที่สนับสนุนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผลพวงที่เกิดมาจากการ แพ้แล้วชวนตี” ของทรัมป์ ซึ่งมีผลตามมามากมาย และเรื่องนี้น่าจะเป็นอุทาหรณ์ให้กับผู้นำทั่วโลกหรือผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้งในระดับชาติและในระดับท้องถิ่นว่า หากแพ้แล้ว ก็ควรจะต้องยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดี อย่าได้โทษนั่นโทษนี่ และอาศัยโซเชียล มีเดีย บิดเบือนข้อมูลข่าวสารจนสร้างความร้าวฉานในประเทศ ในสังคมและในชุมชน

ทรัมป์หมดโอกาสที่จะอำลาตำแหน่งอย่างสง่างาม เพียงเพราะไม่อยากยอมรับความพ่ายแพ้ แต่ได้พยายามยั่วยุให้ผู้สนับสนุนออกมาประท้วงผลการเลือกตั้งอย่างไม่หยุดหย่อน  การกระทำของทรัมป์ไม่แน่ชัดว่าได้ทำไปโดยเจตนา หรือไม่เจตนา แต่ด้วยนิสัยแบบ “ซีอีโอ” ที่มักทำตามใจและตามปากตัวเอง อยากจะพูดอะไรก็พูด น่าจะคงไม่ทันฉุกคิดว่า มันจะช่วยเติมเชื้อเพลิงให้กับกลุ่มคนที่ไม่พอใจผลเลือกตั้งได้ถึงเพียงนี้

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในวอชิงตันอาจจะช็อกคนทั่วโลก และไม่ทันให้เจ้าหน้าที่ได้ตั้งตัว แต่สำหรับคนที่ได้จับตาพัฒนาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งในโลกออนไลน์และบนท้องถนนตามเมืองใหญ่ในอเมริกาแล้ว พวกเขาบอกว่า ไม่แปลกใจเลยที่จะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น

ทรัมป์ได้หว่านแนวคิดเรื่องโกงเลือกตั้งทั้งบนทวิตเตอร์และในการปราศรัยตามที่ต่าง ๆ หลายเดือนก่อนการเลือกตั้ง และมีข่าวลือเกิดขึ้นมากมายเมื่อชาวอเมริกันออกไปใช้สิทธิ์

ในคืนวันเลือกตั้งทรัมป์ได้ขึ้นเวทีในทำเนียบขาวและประกาศชัยชนะว่า เขาพร้อมที่จะชนะเลือกตั้งทั้งที่ยังนับคะแนนไม่เสร็จ  การปราศรัยนี้มีขึ้นหลังจากที่เขาได้ทวีตว่า “พวกเขาพยายามโกงการเลือกตั้ง”

เมื่อทรัมป์แพ้และไม่มีชัยชนะให้ขโมย แต่สำหรับผู้สนับสนุนและมีศรัทธาอย่างแรงกล้า ข้อเท็จจริงเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องสำคัญ และ 65 วันต่อมา พันธมิตรผู้ก่อการจลาจล ซึ่งมีทั้ง กลุ่มคนที่เชื่อในทฤษฎีสมคบคิด “คิวแอนอน” (QAnon -แนวคิดขวาจัดที่ว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์​ ทรัมป์ กำลังต่อสู้ทำสงครามอย่างลับ ๆ กับ deep state ซึ่งหมายถึงข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องการล้มล้างผู้นำ)  สมาชิกกลุ่ม “หยุดขโมย” นักเคลื่อนไหวขวาจัด และพวกที่ชอบก่อไฟสงครามบนออนไลน์ (Internet trolls)  ก็ได้บุกอาคารรัฐสภา

ในวันศุกร์ที่ 8 มกราคม 48 ชั่วโมงหลังจากเกิดการจลาจลในวอชิงตัน  ทวิตเตอร์เริ่มกวาดล้างแอคเคาต์ที่สนับสนุนทรัมป์และทวิตเตอร์ของทรัมป์เอง  แอคเคาต์เหล่านี้ได้ผลักดันเรื่องการสมคบคิดและเรียกร้องให้จัดการโดยตรงเพื่อ “คว่ำผลการเลือกตั้ง” และมีการส่งสารชัดเจนว่า ทรัมป์ “ชนะอย่างถล่มทลาย” แต่มี “อำนาจมืด”ได้ขโมยชัยชนะไป

ในโลกที่เทคโนโลยีสามารถช่วยกระจายข่าวสารและข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วอย่างเช่นทุกวันนี้  เป็นอันตรายมากที่มีการส่งข้อความที่บิดเบือนและเผยแพร่ข่าวปลอมเช่นนั้น

การบุกรัฐสภาไม่เพียงแต่จะทำลายทรัพย์สิน ทำลายชีวิตของเจ้าหน้าที่และผู้ประท้วงเท่านั้น แต่ยังทำลาย “คุณค่าประชาธิปไตย” ของสหรัฐฯ ที่ได้คุยโวมานานว่าเป็นระบอบการปกครองที่ดีที่สุดในโลก ชาติที่เป็นปรปักษ์กับสหรัฐฯ อย่างอิหร่านและรัสเซียรีบออกมาสำทับทันทีว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงข้อบกพร่องของประชาธิปไตยแบบอเมริกา

ส่วนผลที่เกิดขึ้นกับทรัมป์เอง ก็คงจะต้องจารึกกันไว้ไม่รู้ลืม มีความพยายามในสภาคองเกรสที่จะบีบให้ถอดถอนทรัมป์ในสัปดาห์นี้ ทั้งที่เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วันก็จะพ้นตำแหน่งอยู่แล้ว

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ จะพิจารณาถอดถอนทรัมป์เป็นครั้งที่สอง แต่ในครั้งนี้ฐานยุและปลุกปั่น ให้ผู้สนับสนุนตนเองบุกรัฐสภาในขณะที่กำลังจะรับรองผลจากคณะเลือกตั้ง  สมาชิกพรรคเดโมแครตได้เสนอให้ใช้มาตราในการพิจารณาถอดถอนด้วยกล่าวหาทรัมป์ด้วยความผิดทางอาญาร้ายแรงและความผิดลหุโทษเพราะได้ทำให้เกิดการจลาจล และขัดขวางการถ่ายโอนอำนาจอย่างสันติ

สภาจะดำเนินเป็นสองขั้นตอนแยกกันเพื่อพยายามกระตุ้นให้ถอดถอนทรัมป์  โดยในขั้นตอนแรกมีแผนที่จะให้สภาลงมติที่จะเรียกร้องให้รองประธานาธิบดี ไมค์  เพนซ์ และคณะรัฐมนตรีใช้บทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 25 (25th Amendment) เพื่อปลดทรัมป์  จากนั้น  ขั้นตอนที่สอง สภาผู้แทนราษฎรจะประชุมกันในเช้าวันพุธที่ 13 ม.ค.เพื่อพิจารณาถอดถอน

มีรายงานว่าเพนซ์ไม่เต็มใจที่จะทำตามที่สภากดดัน แม้ว่าก่อนหน้านี้เขาได้ปฏิเสธคำขอร้องของทรัมป์ที่ให้ขัดขวางสภาคองเกรสไม่ได้รับรองชัยชนะของโจ ไบเดน  แนนซี่ เปโลซี่ ประธานสภาผู้แทนราษฎรกล่าวว่า หากเพนซ์ไม่ทำหน้าที่ตามที่สภากดดัน  สภาจะนำกฎหมายถอดถอนมาลงมติ

การเคลื่อนไหวของสภา แม้ในด้านหนึ่งถือเป็นเรื่องปกติของการเมืองที่ต้องบี้ฝ่ายตรงข้ามให้อยู่หมัด แต่ถ้าดูจากพัฒนาการที่เกิดขึ้นหลังจากมีการบุกรัฐสภา ต้องยอมรับว่า สมาชิกรัฐสภาอเมริกายังมี “หลักการ” และยึดหลัก “ความถูกต้อง” อยู่เป็นส่วนใหญ่ โดยจะเห็นได้ว่าสมาชิกรัฐสภาจากพรรครีพับลิกันจำนวนมากไม่ทำตัวเป็น “องครักษ์พิทักษ์ทรัมป์” อีกต่อไป นอกจากนี้แม้แต่เจ้าหน้าที่คณะบริหารหลายคนของทรัมป์ก็ได้ทยอยลาออกเพราะรับไม่ได้กับการกระทำของทรัมป์

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจจะสร้างความเสื่อมเสียและสร้างความอับอายให้กับอเมริกาก็จริง แต่ต้องยอมรับและชื่นชมว่า นักการเมืองของเขา มีคุณภาพ” และ “มีคุณธรรม” พอที่จะก้าวข้ามคำว่า “ฝ้ายค้านฝ่ายรัฐบาล” และได้พยายามช่วยกันกอบกู้ภาพลักษณ์ของประเทศโดยทันที แม้แต่นักธุรกิจ ดารา และในแวดวงกีฬาก็ประณามและแบนทรัมป์เป็นจำนวนมาก

และนี่คือสิ่งที่ยังไม่เกิดในสภาของประเทศด้อยพัฒนาโดยเฉพาะสภาไทย  ทุกวันนี้ยังมีส.ส.ออกไปพิทักษ์ลุงตู่ตามโซเชียลทุกวัน ไม้เว้นแม้แต่เรื่องส่วนตัวของคนอื่นและเรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้ง