KAsset ควัก 39.55 ลบ. ปันผล SSFX กองแรกในไทย

KAsset ควัก 39.55 ลบ. ปันผล SSFX กองแรกในไทย

นางสาวธิดาศิริ ศรีสมิต รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุน บลจ.กสิกรไทย (KAsset) เปิดเผยว่า บลจ.กสิกรไทย ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทย และคาดว่าดัชนีหุ้นไทยปลายปีจะอยู่ที่ระดับ 1,600 จุด โดยการผลิตวัคซีนที่มีแผนจะนำออกมาใช้ได้ในกลางปีนี้น่าจะทำให้สถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลง ส่งผลให้ไทยเริ่มทยอยเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวได้อีกครั้ง ทั้งนี้ ภาคการท่องเที่ยวถือเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยมีสัดส่วนการสร้างรายได้สูงถึง 13% ของผลผลิตมวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ดังนั้น หากภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวได้ เศรษฐกิจไทยก็น่าจะมีการฟื้นตัวได้ดีตามลำดับ

ทั้งนี้ตลาดหุ้นไทยยังเติบโตได้โดยมีแรงหนุนจากปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ ดังนี้ 1) การไหลเข้าของกระแสเงินลงทุน (Fund Flows) ที่ไหลกลับมาทางกลุ่มตลาดเกิดใหม่มากขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียจากนโยบายต่างประเทศของไบเดนที่เป็นบวกต่อเอเชีย และทิศทางค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐที่อ่อนค่าลง ซึ่งคาดว่าจะเป็นไปอย่างต่อเนื่องจากมาตรการผ่อนคลายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ รวมถึงผลการเลือกตั้งวุฒิสภาจอร์เจียที่พรรคเดโมแครตได้ครองคะแนนเสียงส่วนมากในสภาสูง (Blue Wave) ซึ่งจะสามารถผลักดันทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในวงเงินที่มากขึ้น

รวมทั้ง 2) อัตราดอกเบี้ยทั่วโลกยังอยู่ในระดับต่ำจากนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย รวมถึงการอัดฉีดสภาพคล่องอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางขนาดใหญ่ทั่วโลก 3) ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยจะกลับมาขยายตัว 2.6% จากการใช้จ่ายของภาครัฐ ขณะที่การส่งออกยังเผชิญข้อจำกัดจากทิศทางค่าเงินบาทที่แข็งค่าและการฟื้นตัวไม่เต็มที่ของเศรษฐกิจโลก และ 4) กำไรของบริษัทจดทะเบียนของไทยที่กลับมาเติบโตขึ้นกว่า 30% ในปีนี้ อย่างไรก็ตาม ผู้ลงทุนยังต้องประเมินสถานการณ์การระบาดระลอกใหม่ของโควิด-19 ว่าจะมีแนวโน้มรุนแรงและยืดเยื้อแค่ไหน

นอกจากนี้บลจ.กสิกรไทย เตรียมจ่ายปันผลกองทุน SSFX กองแรกในไทย กับกองทุนเปิดเค ซูเปอร์สตาร์ เพื่อการออมพิเศษ (K-SUPSTAR-SSFX) สำหรับรอบผลการดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 14 เมษายน 2563 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 ในอัตรา 0.20 บาทต่อหน่วย โดยมีกำหนดจ่ายปันผลในวันที่ 14 มกราคม 2564 รวมมูลค่าทั้งสิ้น 39.55 ล้านบาท

โดยกองทุน K-SUPSTAR-SSFX มีนโยบายที่เน้นลงทุนในหุ้นไทยพื้นฐานดี มีศักยภาพสูง และมีความมั่นคงของกระแสเงินสด (Defensive) สามารถเติบโตได้แม้ในสภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว (Quality Growth) ผ่านกลยุทธ์การบริหารจัดการแบบ Tactical Trade ที่ผู้จัดการกองทุนจะคอยจับจังหวะซื้อขายหุ้นเพื่อหาโอกาสทำกำไรทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยคาดว่ากลยุทธ์ดังกล่าวจะทำให้กองทุนมีโอกาสได้รับผลตอบแทนในรูปของเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอระหว่างการถือครองหน่วยลงทุน ตามนโยบายจ่ายปันผลไม่เกินปีละ 4 ครั้ง

ทั้งนี้ การจ่ายปันผลในรอบนี้นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่จัดตั้งกองทุนเมื่อเดือนเมษายนในปีที่ผ่านมา โดยกองทุนมีผลการดำเนินงานย้อนหลังนับตั้งแต่จัดตั้งอยู่ที่ 17.90% ต่อปี (ข้อมูล ณ วันที่ 7 มกราคม 2564)