คัด 13 หุ้นมีเฮ! รับผลบวก กทม. ประกาศผ่อนคลายกิจการ

ผลจากที่ทาง กทม. มีการประกาศผ่อนคลายหลายกิจการในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มองเป็นบวกต่อบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยที่มีธุรกิจเกี่ยวข้องกลับมาดำเนินงานตามปกติ

สืบเนื่องจากกรณีที่ทาง (กทม.) มีการประกาศมาตรการผ่อนคลายให้กับกิจการ 37 ประเภทที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 แต่ยังต้องมีมาตรการควบคุมโรคตามที่กำหนดอย่างเคร่งครัดต่อไป โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.2564

ทั้งนี้สถานทีที่อยู่ในมาตรการผ่อนคลาย อาทิ ร้านอาหารหรือเครื่องดื่ม, ร้านสะดวกซื้อ, รถเข็น, หาบเร่, แผงลอย, ภัตตาคาร, สวนอาหารศูนย์อาหาร, โรงอาหาร, ไม่รวมสถานบริการ, ผับ, บาร์, ห้างสรรพสินค้า, ศูนย์การค้าและคอมมูนิตี้มอลล์, ห้องประชุมในโรงแรมหรือศูนย์ประชุมจำกัดร่วมกิจกรรมไม่เกิน 100 คน, ร้านค้าปลีก, ตลาด, ตลาดน้ำและตลาดนัด, ตลาดค้าส่งขนาดใหญ่, สนามกอล์ฟ, โรงภาพยนตร์ เป็นต้น

ผลจากที่ทาง กทม. มีการประกาศผ่อนคลายหลายกิจการในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มองเป็นบวกต่อบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยที่มีธุรกิจเกี่ยวข้องกลับมาดำเนินงานตามปกติ

อย่างเช่นธุรกิจร้านอาหาร คาดหุ้นที่ได้รับประโยชน์ ได้แก่ CENTEL, MINT, ZEN, M, AU ผ่อนคลายขยายระยะเวลาเปิดจนถึง 23.00 น. จากเดิมที่ 21.00 น.

ตามมาด้วยห้างสรรพสินค้า คาดหุ้นที่ได้รับประโยชน์ ได้แก่ CRC ทำให้ประชาชนเข้ามาจับจ่ายใช้สอยของในห้างปรับตัวดีขึ้น ส่วน MC, BEAUTY จะปรับตัวดีขึ้นตามจำนวนของคนมาห้างเพิ่มขึ้น

อีกทั้งโรงภาพยนตร์ คาดหุ้นที่ได้รับประโยชน์ คือ MAJOR จำนวนผู้เข้าชมภาพยนตร์เพิ่มขึ้น

นอกจากธุรกิจเกี่ยวข้องจะได้ประโยชน์แล้วก็ยังมีธุรกิจที่จะได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากต้องเดินทางโดยเฉพาะทางการขนส่งภาคพื้นดิน ได้แก่ BTS, BEM เนื่องจากการกลับมาเปิดเรียนได้ตามปกติ ซึ่งจะช่วยหนุนปริมาณการใช้รถไฟฟ้าและทางด่วนเพิ่มขึ้น

รวมไปถึงธุรกิจสื่อนอกบ้าน คาดหุ้นจะได้รับประโยชน์ ได้แก่ PLANB, VGI เนื่องจากการการผ่อนคลายทำให้ผู้บริโภคออกจากบ้านมากขึ้น ส่งผลบวกต่อกลุ่มสื่อที่อยู่นอกบ้านนั้นเอง

อย่างไรก็ดีจากหุ้นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากกทม. ประกาศผ่อนคลายกิจการ ทั้งนี้ทาง บล.เคทีบีเอสที มองหุ้นคาดว่าจะได้รับประโยชน์มากสุดจากประเมินข้างต้น เป็นตัว CRC, BTS และ BEM

บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)  หรือ CRC โดยคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 12.50 บาท

นอกเหนือจากจะได้ผลผ่อนคลายกิจการที่เกี่ยวข้องแล้วยังมีปัจจัยบวกในอนาคต เนื่องจากบริษัทมีการลงทุนต่อเนื่องให้มีความพร้อมเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว โดยบริษัทตั้งเป้าเป็นผู้นำทางช่องทางบริการแบบ Omnichannel โดยยอดขายผ่าน Online เพิ่มขึ้นจาก 3% ของยอดขายรวมมาที่ 10% ในปี 2563 และคาดอยู่ที่ 10-15% ในปี 2564 ด้วยสินค้ามากถึง 1 ล้าน SKUs ประกอบกับการเข้าซื้อ COL คาดแล้วเสร็จในไตรมาส 1/2564 โดยจะช่วยธุรกิจค้าปลีกให้ครอบคลุมมากขึ้น

บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS โดยคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 12.50 บาท

นอกเหนือจากจะได้ผลผ่อนคลายกิจการที่เกี่ยวข้องแล้ว อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยบวกเมื่อทางนักวิเคราะห์คาดการณ์ผลการดำเนินงานครึ่งหลังปี 2564 โดยรวมยังอยู่ในโหมดฟื้นตัวต่อเนื่องเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกหนุนโดย 1) การเปิดส่วนต่อขยายสายสีเขียวเหนือเต็มสายและสายสีทองตั้งแต่เดือน ธ.ค. เป็นต้นไป ซึ่งจะช่วยหนุนรายได้ O&M และเติมผู้โดยสารเข้าเส้นทางหลักมากขึ้น และ 2) ธุรกิจโฆษณาที่จะพลิกเป็นกำไรมากขึ้นจากการเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่น

บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM โดยคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 9.50 บาท

นอกเหนือจากจะได้ผลผ่อนคลายกิจการที่เกี่ยวข้องแล้ว อย่างไรก็ตามคาดทิศทางผู้ใช้บริการปี 2564 โดยรวมจะยังเห็นการฟื้นตัว และจะทยอยปรับตัวดีขึ้นในช่วงปลายไตรมาส 1/2564 มองว่าตัวเลขผู้ใช้บริการจะไม่ปรับตัวลงหนักเท่าเดือน เม.ย. 2563 จากสถานการณ์การระบาดใน กทม. ที่ยังควบคุมได้ ทำให้ไม่เห็นการประกาศ full lockdown และเคอร์ฟิวแบบรอบแรกนั้นเอง