“เครดิต สวิส” อัพเกรดกำไรแบงก์ไทย รับ ROE ฟื้น! ชู KBANK ท็อปพิค เคาะเป้าใหม่ 174 บ.

“เครดิต สวิส” อัพเกรดกำไรแบงก์ไทย รับ ROE ฟื้น! ชู KBANK ท็อปพิค เคาะเป้าใหม่ 174 บ.

เครดิต สวิส ระบุในบทวิเคราะห์ (16 ก.พ.2564) โดยได้ปรับคาดการณ์กำไรปี 2564 กลุ่มธนาคารใน SET ขึ้นเฉลี่ย 11% ซึ่งปัจจัยหลักมาจากต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (Credit Cost) ในปีนี้ที่คาดว่าจะลดลงกว่าประมาณการก่อนหน้านี้ จากความเสี่ยงจากคุณภาพสินทรัพย์ที่ผ่อนคลายมากขึ้น ทั้งนี้บจ.ในกลุ่มธนาคารประกาศว่ากลุ่มลูกหนี้ที่เข้าร่วมมาตรการผ่อนคลายของธปท. กลับมาชำระหนี้ตามปกติในระดับที่ใกล้เคียงกับตัวเลขเมื่อสิ้นปี 2562 แล้ว โดย เครดิต สวิส เชื่อว่านักลงทุนกำลังให้น้ำหนักหุ้นกลุ่มธนาคารช่วงหลังโควิด-19 ทั้งนี้หากการท่องเที่ยวกลับมาฟื้นตัวเป็นรายได้หลักของประเทศไทยจะส่งผลต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจะเป็นปัจจัยเชิงบวกต่อกลุ่มธนาคาร

ทั้งนี้ เครดิต สวิส ระบุว่า ROE ของกลุ่มแบงก์ที่ฟื้นตัวจากระดับ 5.8% ในปี 2563 และจะดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยคาดว่า ROE ในปี 2564 จะเพิ่มขึ้น 60bp แตะ 6.4% ก่อนจะปรับตัวสูงขึ้นเป็น 7.1% ในปี 2565 อย่างไรก็ตาม เครดิต สวิส กล่าวว่าในขณะนี้ยังไม่เห็นถึงความเป็นไปได้ในอนาคตอันใกล้นี้ที่ ROE จะเพิ่มขึ้นแตะหลักสิบ ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้เครดิต สวิส เชื่อว่าแบงก์ไทยจะปรับตัวในทิศทางบวก และมีสถานะที่แข็งแกร่งในการรับมือผลกระทบที่อาจมาอย่างฉับพลันจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

โดยได้เลือกหุ้น KBANK เป็นท็อปพิกกลุ่ม และยังเป็นหุ้นที่ทางเครดิต สวิส ปรับเพิ่ม EPS ปี 2564 ให้มากที่สุดถึง 33% พร้อมด้วยปรับราคาเป้าหมายอย่างก้าวกระโดดจากเดิม 133 บาท เป็น 174 บาท โดยระบุว่า KBANK จะได้ประโยชน์จากการกลับมาชำระหนี้ของลูกหนี้ที่เข้าร่วมมาตรการธปท.มากที่สุด ซึ่งในรายงานเป้าหมายทางการเงินของ KBANK ปี 2021 ทางธนาคารตั้งเป้า Credit Cost ไว้ไม่เกิน 165bp ซึ่งดีกว่าคาดการณ์ที่เครดิต สวิสคาดไว้มาก โดยให้ไว้ที่ 235bp ซึ่งในขณะนี้ เครดิต สวิส ปรับ Credit Cost ของ KBANK ลงเหลือ 180bp

ทั้งนี้ คาดกำไรในปี 2564 จะปรับตัวแตะ 3.2 หมื่นล้านบาท จากนั้นจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.62 หมื่นล้านบาทในปี 2022 และ 4.44 หมื่นล้านบาทในปี 2023 อัตราการเติบโต EPS ปี 2021-2023 อยู่ที่ 9.3%, 12.9% และ 22.7% ตามลำดับโดยเพิ่มขึ้นจากอัตราเติบโต -23.5% ในปี 2020 นอกจากนั้นยังคาดว่า KBANK จะให้ Dividend Yield ในปี 2021-2023 อยู่ที่ 3.1%, 3.5% และ 3.8% ตามลำดับ

ขณะที่ จากปัจจัยเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มแบงก์ที่กล่าวมาข้างต้น เครดิต สวิส คงมุมมอง Outperfom ต่อ SCB ให้ราคาเป้าหมายที่ 118 บาท จากเดิม 103 บาท โดยคาดว่ากำไรในปี 2564 จะปรับตัวแตะ 3.27 หมื่นล้านบาท จากนั้นจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.57 หมื่นล้านบาทในปี 2565 และ 4.06 หมื่นล้านบาทในปี 2023 อัตราการเติบโต EPS ปี 2564-2566 อยู่ที่ 20.2%, 9.3% และ 13.7% ตามลำดับโดยเพิ่มขึ้นจากอัตราเติบโต -32.7% ในปี 2563 นอกจากนั้นยังคาดว่า SCB จะให้ Dividend Yield ในปี 2564-2566 อยู่ที่ 4.1%, 4.5% และ 5.2% ตามลำดับ

ขณะเดียวกัน BBL ถูกปรับลดคาดการณ์กำไรปี 2564-2565 ลง เนื่องจากแนวทางที่ BBL ประกาศออกมายังไม่สามารถชดเชยอัตราส่วนค่าใช้จ่ายดําเนินงานต่อรายได้รวมได้เพียงพอ อย่างไรก็ตาม เครดิต สวิส คาดว่าจะไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในส่วนของ Permata อย่างไรก็ดี เครดิต สวิส คงมุมมอง Outperform ต่อ BBL และอัพเกรดราคาเป้าหมายเป็น 155 บาท จากเดิม 154 บาท โดย คาดกำไรในปี 2564 จะปรับตัวแตะ 2.71 หมื่นล้านบาท และจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.03 หมื่นล้านบาทในปี 2565 และ 3.32 หมื่นล้านบาทในปี 2566 อัตราการเติบโต EPS ปี 2564-2566 อยู่ที่ 57.8%, 12.0% และ 6.2% ตามลำดับ โดยเพิ่มขึ้นจากอัตราเติบโต -52.0% ในปี 2563  นอกจากนั้นยังคาดว่า BBL จะให้ Dividend Yield ในปี 2564-2566 อยู่ที่ 3.6%, 3.8% และ 4.0% ตามลำดับ

ด้าน TISCO เครดิต สวิส มีมุม Outperfom ด้วยเช่นกัน และให้ราคาเป้าหมายที่ 108 บาท จากเดิม 107 บาท โดยคาดว่ากำไรในปี 2564 จะปรับตัวแตะ 6.76 พันล้านบาท จากนั้นจะเพิ่มขึ้นเป็น 7.46 พันล้านบาทในปี 2565 และ 9.64 พันล้านบาทในปี 2023 อัตราการเติบโต EPS ปี 2564-2566 อยู่ที่ 11.5%, 12.0% และ 6.2% ตามลำดับโดยเพิ่มขึ้นจากอัตราเติบโต -16.6% ในปี 2563 นอกจากนั้นยังคาดว่า TISCO จะให้ Dividend Yield ในปี2564-2566 อยู่ที่ 7.6%, 8.2% และ 8.5% ตามลำดับ

ในส่วนของ TMB เครดิต สวิสคงมุมมอง NEUTRAL แต่ยังปรับราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้นจากเดิม 1.10 บาท เป็น 1.20 บาท โดยมองว่ายังมีหุ้นแบงก์ตัวอื่นที่มีความน่าสนใจกว่า TMB

ทั้งนี้ คาดว่ากำไรในปี 2564 จะปรับตัวแตะ 1.05 หมื่นล้านบาท จากนั้นจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.37 หมื่นล้านบาทในปี 2565 และ 1.59 หมื่นล้านบาทในปี 2566 อัตราการเติบโต EPS ปี 2564-2566 อยู่ที่ 4.0%, 30.8% และ 16.2% ตามลำดับโดยเพิ่มขึ้นจากอัตราเติบโต 1.8% ในปี 2563 นอกจากนั้นยังคาดว่า TMB จะให้ Dividend Yield ในปี 2564-2566 อยู่ที่ 2.8%, 3.7% และ 4.3% ตามลำดับ

ขณะที่ คงมุมมอง NEUTRAL ต่อ KTB และปรับราคาเป้าหมายขึ้นจาก 10.80 บาทเป็น 12.30 บาท โดยคาดว่ากำไรในปี 2564 จะปรับตัวแตะ 1.42 หมื่นล้านบาท จากนั้นจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.81 หมื่นล้านบาทในปี 2565 และ 2.24 หมื่นล้านบาทในปี 2566 อัตราการเติบโต EPS ปี 2564-2566 อยู่ที่ -14.7%, 27.1% และ 23.6% ตามลำดับโดยเพิ่มขึ้นจากอัตราเติบโต -42.9% ในปี 2563 นอกจากนั้นยังคาดว่า KTB จะให้ Dividend Yield ในปี 2564-2566 อยู่ที่ 2.9%, 3.7% และ 4.5% ตามลำดับ