“รฟม.” แจงปมรื้อทีโออาร์สายสีส้ม ทำประมูลล่าช้า เหตุเจองานยาก ต้องใช้เกณฑ์เทคนิคช่วย

“รฟม.” แจงปมรื้อทีโออาร์สายสีส้ม ทำประมูลล่าช้า เหตุเจองานยาก ต้องใช้เกณฑ์เทคนิคช่วย

นายภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ ผู้ว่าการ รถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ชี้แจงถึงกรณีที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เกี่ยวกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ระยะทาง 35.9 กิโลเมตร วงเงิน 1.28 แสนล้านบาท กรณีมีการปรับเกณฑ์พิจารณาข้อเสนอด้านเทคนิคควบคู่กับด้านราคา (เกณฑ์การประเมินใหม่) จนนำไปสู่การล้มประมูล

ผู้ว่าการ รฟม. กล่าวว่า สาเหตุหลักที่ รฟม.และที่ปรึกษาโครงการได้พิจารณาทบทวนเปลี่ยนแปลงเกณฑ์การคัดเลือก และคณะกรรมการตามมาตรา 36 มีมติ เมื่อวันที่ 21 ส.ค.63 ให้เปลี่ยนเกณฑ์การพิจารณาเป็นการนำข้อเสนอด้านราคา มารวมกับด้านเทคนิค ด้วยคะแนน 70-30 และขยายเวลาการยื่นซอง 45 วันเพื่อไม่ให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบ ทำให้เอกชนมีเวลาเตรียมเอกสารข้อเสนอไม่น้อยกว่า 70 วัน ซึ่งมากพอที่จะปรับปรุงข้อเสนอให้สอดคล้องกับเกณฑ์การคัดเลือกใหม่

สำหรับด้านเทคนิคและวิธีการก่อสร้าง เป็นเรื่องสภาพแนวเส้นทางสายสีส้มตะวันตกที่เป็นอุโมงค์ตลอดสายผ่านพื้นที่ผ่านย่านชุมชน ตั้งแต่ห้วยขวาง ประชาสงเคราะห์ ย่านประตูน้ำ เพชรบุรีตัดใหม่ ย่านเมืองเก่า ถนนราชดำเนินกลาง ซึ่งมีอาคารอนุรักษ์จำนวนมาก ผ่านสนามหลวง โรงละครแห่งชาติ ลอดแม่น้ำเจ้าพระยา ศิริราช สถานีรถไฟธนบุรี สิ้นสุดที่บางขุนนนท์ ตลอดแนวเส้นทางมีอาคารข้างเคียงที่อ่อนไหวต่อการขุดเจาะอุโมงค์ การก่อสร้างหากไม่ระวังสูงสุดอาจจะกระทบทำให้อาคารอนุรักษ์เสียหายได้ ซึ่งการบูรณะกลับคงไม่ได้ดีเหมือนเดิม

ในการพิจารณาเห็นว่า โครงการ PPP รถไฟฟ้าสายอื่นๆ ที่ผ่านมา การก่อสร้างทำให้เกิดอุบัติเหตุหลายครั้ง อีกทั้งมีน้ำรั่วเข้าสถานีใต้ดิน มีการทรุดตัวของอาคารข้างเคียงและไม่สามารถซ่อมแซมและเยียวยาผู้เสียหายได้ ซึ่งการก่อสร้างสายสีส้มแตกต่างจากสายอื่น เพราะมีความสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายต่อโบราณสถานที่เป็นสมบัติของชาติ ที่มิอาจประเมินมูลค่าเสียหายได้ จึงต้องใช้เทคนิคการก่อสร้างวิศวกรรมและวิธีการก่อสร้างชั้นสูง เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายขึ้น

“โครงการ MRT ในอดีต รฟม.เคยใช้หลักเกณฑ์การคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนโดยวิธีพิจารณาทางเทคนิค 50% ร่วมกับด้านราคา 50% ปรากฏให้ได้ผลงานก่อสร้างและบริการที่มีคุณภาพและความปลอดภัยสูงสุด โดยยังคงผลตอบแทนทางการเงินที่เหมาะสม รฟม.ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ในปัจจุบันภาวะเศรษฐกิจที่มีปัญหา ทำให้ผลตอบแทนด้านการเงินโครงการมีความสำคัญ จึงได้พิจารณา ใช้หลักเกณฑ์ในด้านราคา 70% เพื่อให้ได้ผลตอบแทนด้านการเงินในสัดส่วนที่สูง และเกณฑ์ด้านเทคนิค 30% เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและเพิ่มคุ้มครองรักษาโบราณสถานต่างๆ ที่เป็น สมบัติของชาติไว้”

ส่วนการยกเลิกประกวดราคาและเปิดคัดเลือกใหม่นั้น เนื่องจากเอกชนรายหนึ่งได้มีการยื่นฟ้อง รฟม.และคณะกรรมการมาตรา 36 ซึ่งศาลปกครองกลางมีคำสั่งทุเลาการบังคับใช้เกณฑ์ประเมินใหม่ชั่วคราวจนกว่าจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น ซึ่งกระบวนการพิจารณาคดีทางปกครองจนถึงที่สุดต้องเวลานานพอสมควร ประกอบกับที่มีการยื่นเอกสารประมูลและซองข้อเสนอที่มีอายุ 270 วันได้ล่วงเลยมาแล้วเกือบ 3 เดือน ขณะที่เวลายืนข้อเสนอที่เหลืออาจไม่เพียงพอต่อเวลาในการการพิจารณาคัดเลือก อีกทั้งไม่สามารถคาดได้ว่าคดีจะถึงที่สุดเมื่อใด

ขณะที่การเริ่มกระบวนการคัดเลือกใหม่จะช่วยแก้ปัญหาทั้งหมดได้ โดย รฟม.สามารถเร่งรัดดำเนินการคัดเลือกเอกชนได้ทันทีให้แล้วเสร็จภายใน 6-8 เดือน เพื่อให้สามารถเปิดบริการได้ตามแผนเดิมปี 70 ไม่ให้เกิดปัญหาเหมือนโครงการอื่น และเกิดประโยชน์ต่อรัฐและประชาชน เป็นการอาศัยอำนาจที่กำหนดในประกาศเชิญชวน RFP ข้อ 12.1 ข้อ 35.1 ซึ่งสอดคล้องตามประกาศคณะกรรมการ PPP เรื่องรายละเอียดของร่างประกาศเชิญชวน เอกสารสำหรับการคัดเลือกเอกชน และสาระสำคัญของร่างสัญญาร่วมลงทุนพ.ศ.2562 ข้อ4 (9) และมาตรา 38(7) คณะกรรมการมาตรา36 ได้พิจารณาแล้วจึงมีมติให้ยกเลิกการคัดเลือกและเริ่มการคัดเลือกใหม่

นอกจากนี้ หากให้คดีถึงที่สุดและคัดเลือกเอกชนต่อ อาจจะสร้างความเสียหายรัฐ มากกว่าเดือนละ 206 ล้านบาท เพราะจะต้องจ่ายค่าดอกเบี้ย เดือนละกว่า165 ล้านบาท และมีค่าดูแลรักษางานโยธา ส่วนตะวันออกที่จะก่อสร้างเสร็จก่อน แต่รอส่งมอบเอกชนเดือนละ 41 ล้านบาท ยังไม่รวมมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ ที่ประชาชนต้องรอใช้บริการ ดังนั้น การยกเลิกประมูลจึงจำเป็นเพื่อป้องกันความเสียหายของโครงการและการเสียโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศ มากกว่า

อย่างไรก็ตาม ศาลได้พิจารณาให้ รฟม.ถอนอุทธรณ์แล้ว ส่วนคดีหลักที่ศาลปกครองยังไม่มีการพิจารณานั้น จะไม่กระทบต่อการเปิดประมูลใหม่ เนื่องจากเหตุแห่งการฟ้องคดีเรื่องการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนได้หมดสิ้นแล้ว เนื่องจากยกเลิกการคัดเลือกแล้ว การฟ้องคดีน่าจะยุติลง ทั้งนี้จะเป็นดุลยพินิจที่ศาลจะพิจารณาต่อไป

สำหรับกรอบเวลาเปิดประมูลใหม่นั้น จะจัดรับฟังความเห็นความสนใจการลงทุนของภาคเอกชน (Market Sounding) และสาระสำคัญของเอกสารการคัดเลือกเอกชน (RFP) ภายในเดือน ก.พ.นี้ จากนั้นคณะกรรมคัดเลือกฯจะเห็นชอบประกาศเชิญชวน, RFP และร่างสัญญาฯ และในเดือนมี.ค.64 รฟม.จะออกประกาศเชิญชวน และขายเอกสาร RFP

และเปิดให้เอกชนยื่นข้อเสนอในช่วง มี.ค.-พ.ค. 2564 หลังจากนั้น คณะกรรมการคัดเลือกฯ ประเมินข้อเสนอ-เจรจาต่อรอง ช่วง พ.ค.-ก.ค.64 ก่อนส่งต่อให้อัยการสูงสุดตรวจร่างสัญญาฯ และคาดว่าจะเสนอให้ ครม. พิจารณาเห็นชอบผลการคัดเลือกฯ และลงนามสัญญาภายใน ก.ค.64