“มหากาพย์กลโกง EARTH” คืบหน้า! ตำรวจออกหมายเรียก “ผู้บริหาร” แล้ว

คดีอาญา EARTH โกงเจ้าหนี้ คืบหน้า หลังพบพยานหลักฐานชัด ตำรวจออกหมายเรียกผู้บริหารเอิร์ธรวม 9 คน ให้มารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว ส่วนกรณี ส.ส.เพื่อไทยอ้างทำหน้าที่กรรมาธิการตรวจสอบนั้น สามารถทำได้แต่ไม่สามารถมาระบุว่าใครผิดถูก แถมยังเรียกร้องให้เยียวยาผู้ถือหุ้นทั้งที่คดียังไม่ตัดสิน เข้าข่ายก้าวล่วงกระบวนการยุติธรรม

แหล่งข่าวของหน่วยงานที่สอบสวนข้อเท็จจริงคดีบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด (มหาชน) หรือ EARTH เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา มีการสืบสวนสอบสวน และตรวจสอบพยานหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาอย่างต่อเนื่อง จนพบความชัดเจนในหลายประเด็น อาทิ มีการใช้ใบตราส่งสินค้าเท็จ มาใช้เป็นหลักฐานในการขอเบิกเงินกู้จากธนาคารในแต่ละครั้ง การตกแต่งบัญชี การปกปิดซ่อนเร้นข้อมูลที่เป็นสาระสำคัญในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ การให้ข้อมูลเท็จ และการใช้เอกสารเท็จมาเบิกวงเงินกู้ในแต่ละครั้ง ขณะนี้เจ้าหน้าที่รู้ตัวผู้ร่วมกระบวนการโกงเจ้าหนี้และฉ้อโกงแล้ว ซึ่งบุคคลเหล่านี้ สร้างความเสียหายต่อสถาบันการเงิน ตลอดจนผู้ลงทุนในตลาดทุน

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พบหลักฐานที่สามารถยืนยันได้ว่า ผู้บริหารของ EARTH มีเจตนาไม่สุจริตในการเบิกวงเงินกู้จากธนาคาร และมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินคดี ในข้อหา “โกงเจ้าหนี้” กับ ผู้บริหารของบริษัททั้งในอดีตและปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ออกหมายเรียกผู้ต้องหาให้กับผู้บริหารจำนวน 9 คน ในฐานะผู้ต้องหา ให้มารับทราบข้อกล่าวหา “โกงเจ้าหนี้” เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“ช่วงที่ผ่านมา คดีมีความคืบหน้าค่อนข้างช้า เพราะมีรายละเอียดที่ต้องใช้เอกสารประกอบการพิจารณาเป็นจำนวนมาก รวมทั้งใช้เวลาในการตรวจสอบจากพยานหลักฐานต่าง ๆ ซึ่งในช่วงนั้น บริษัทที่ถูกร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อดำเนินคดี ก็พยายามโยนความผิดมาให้ธนาคาร ซึ่งเป็นผู้เสียหาย และพยายามยุยงให้ผู้ถือหุ้นยืนอยู่ข้างบริษัทฯ ทั้งที่ไปฉ้อโกงหลอกลวงเขามาเช่นกัน นอกจากนี้ยังพยายามดึงกลุ่มผู้ถือหุ้นกู้ให้เข้าร่วมในการดำเนินคดีกับธนาคารกรุงไทย ตลอดจนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยด้วย หรือแม้แต่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ก็ยังถูกบริษัทร่วมกับผู้ถือหุ้น ไปร้องเรียนเรื่องการตรวจสอบด้วยซ้ำ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า พยายามปิดบัง ซ่อนเร้น และเบี่ยงเบนความผิดให้เห็นของผู้อื่น และภายหลังการถูกตลาดหลักทรัพย์เพิกถอนออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน แต่กรรมการบริษัทฯ ก็ยังฝืนกฎระเบียบจัดประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อแต่งตั้งกรรมการ โดยเป็นการตั้งผู้บริหารชุดเก่าที่ถูกฟ้องร้องกลับมาอีกครั้ง” แหล่งข่าวกล่าว

และในช่วงการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล กลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พรรคฝ่ายค้านโดยนายอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ สส.พรรคเพื่อไทย ได้ขึ้นกล่าวอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี โดยโยงเข้ากับเรื่องที่ธนาคารกรุงไทย ไปดำเนินคดีกับ EARTH และโจมตีนายกรัฐมนตรีเรื่องการแต่งตั้งรองประธานบอร์ด ธนาคารกรุงไทย ไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ทั้งที่ขั้นตอนการดำเนินคดีเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2560 และบริษัทได้ถูกดำเนินคดีโดยธนาคารกรุงไทยซึ่งเป็นผู้เสียหายและร้องทุกข์กล่าวโทษไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินคดีอาญา และยังแจ้งไปยังหน่วยงานกำกับดูแล  มิใช่รองประธานบอร์ดธนาคารกรุงไทยเป็นผู้ดำเนินการดังคำกล่าวอ้าง ส่วนการแต่งตั้งรองประธานบอร์ดธนาคารกรุงไทยก็เกิดขึ้นในปลายปี 2563 ที่ผ่านมา

หลังจากการอภิปรายเพียงไม่กี่วัน นายอนุรักษ์ ได้ออกมาชี้แจงผ่านสำนักข่าวออนไลน์บางแห่งว่า ตนในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้เเทนราษฎร เเละเป็นประธานอนุกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน ที่ได้รับมอบหมายจากประธานคณะกรรมาธิการ ให้พิจารณาเรื่องร้องเรียนจากผู้ถือหุ้น EARTH ได้ทำการขอตรวจสอบไปยังกรมศุลกากรว่ามีการปลอมเอกสาร ​B/L จากกรณีดังกล่าวหรือไม่ ก็ได้รับการชี้แจงว่าไม่พบข้อมูลความผิดเรื่องการปลอมแปลงเอกสารแต่อย่างใด ซึ่งในฐานะกรรมาธิการแล้ว นายอนุรักษ์สามารถตรวจสอบได้ แต่ไม่สามารถมาระบุว่า ธนาคารกรุงไทย เป็นผู้กระทำความผิด ตามคำกล่าวอ้างและคำร้องเรียนของบริษัทฯ ต่อคณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน เพราะภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้อำนาจหน้าที่แก่คณะกรรมาธิการ เพื่อการตรวจสอบ แจ้งสรุปผลการตรวจสอบ พร้อมความเห็นของกรรมาธิการ แจ้งไปยังผู้ร้องเรียน และสามารถส่งไปยังหน่วยงานผู้ดำเนินคดีให้รับทราบเท่านั้น ไม่มีอำนาจสั่งการให้นำไปใช้ประกอบการพิจารณาทางคดี และมิใช่ให้อำนาจนายอนุรักษ์ หรือกรรมาธิการมาระบุว่า ใครผิดใครถูก

นอกจากนี้ นายอนุรักษ์ยังอ้างด้วยว่า ต้องพิจารณาเยียวยาผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น EARTH ซึ่งมิใช่สิ่งที่นายอนุรักษ์ หรือคณะกรรมาธิการ จะมีอำนาจในการสั่งให้ใครพิจารณาเยียวยา แต่เป็นเรื่องของกระบวนการตามกฎหมายที่ต้องพิสูจน์พยานหลักฐานต่าง ๆ และตัดสินคดีในชั้นศาล ซึ่งขณะนี้มีหลายคดีที่อยู่ในการพิจารณาของศาล การที่นายอนุรักษ์ฯ ออกมาระบุดังกล่าว อาจเป็นการก้าวล่วงกระบวนการยุติธรรมของศาล

สำหรับ EARTH นั้น มิได้ถูกดำเนินคดีทั้งแพ่งและอาญาจากธนาคารกรุงไทยแห่งเดียว แต่ยังมีบริษัทซัพพลายเออร์เจ้าอื่นๆ ที่เคยรับจ้างทำงานและไม่ได้เงินค่าจ้าง มีคดีกับผู้ถือหุ้นกู้ ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งให้ไปไกล่เกลี่ยหนี้ แต่ก็ยังเอาเปรียบผู้ถือหุ้นกู้ ขอลากชำระหนี้ยาวไปเริ่มอีก 6 ปีข้างหน้า จนผู้ถือหุ้นกู้ยืนกรานจะฟ้องล้มละลาย เพื่อยึดทรัพย์มาชำระหนี้