ครม.เคาะรับค่าสัมปทาน “แหลมฉบัง เฟส 3” 2.9 หมื่นล้าน คาดเซ็นปิดดีลกลุ่ม GPC ใน 2 เดือน

ครม.เคาะรับค่าสัมปทาน “แหลมฉบัง เฟส 3” 2.9 หมื่นล้าน คาดเซ็นปิดดีลกลุ่ม GPC ใน 2 เดือน

น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (7 เม.ย.64) อนุมัติผลประโยชน์ตอบแทนทางการเงินขั้นต่ำที่ภาครัฐจะได้รับจากโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ในส่วนของท่าเทียบเรือ F ค่าสัมปทานคงที่เท่ากับมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) ที่ 29,050 ล้านบาท และค่าสัมปทานผันแปรที่ 100 บาทต่อทีอียู

โดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ได้รายงานว่า กลุ่มกิจการร่วมค้า GPC ซึ่งประกอบด้วย บมจ. กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) บริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด (PTT TANK) และบริษัท ไชน่า ฮาร์เบอร์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ได้เสนอให้ค่าสัมปทานคงที่คิดเป็นมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) ที่ 12,051 ล้านบาท และค่าสัมปทานผันแปรที่ 100 บาทต่อทีอียู ซึ่งต่ำกว่าผลประโยชน์ตอบแทนที่รัฐคาดหมายตามมติคณะรัฐมนตรี คณะกรรมการคัดเลือกฯ จึงได้เจรจาผลประโยชน์ตอบแทนทางการเงินกับกลุ่มกิจการร่วมค้า GPC จำนวน 6 ครั้ง โดยข้อเสนอสุดท้ายอยู่ที่ค่าสัมปทานคงที่ 29,050 ล้านบาท และค่าสัมปทานผันแปรคงเดิมที่ 100 บาทต่อทีอียู

ขณะเดียวกัน การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) และ สกพอ.ได้เสนอความเห็นร่วมกันว่าผลตอบแทนโครงการเฉพาะส่วนของท่าเทียบเรือ F จะมีอัตราผลตอบแทนทางการเงิน (FIRR) อยู่ที่ร้อยละ 11.01 และมีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) อยู่ที่ 30,032 ล้านบาท และหากนำมูลค่าที่ดินของการท่าเรือแห่งประเทศไทยมาคำนวณเป็นมูลค่าสุดท้าย (Terminal Value) จะมีอัตราผลตอบแทนทางการเงินอยู่ที่ร้อยละ 11.54 และมีมูลค่าปัจจุบันสุทธิอยู่ที่ 39,959 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในระดับที่ดีสำหรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่

ส่วนความเสี่ยงด้านผลตอบแทนต่อเงินลงทุนของการท่าเรือฯ นั้น เนื่องจากมูลค่าเงินลงทุนก่อสร้างโครงการพัฒนาท่าเรือแหลงฉบัง ระยะที่ 3 ต่ำกว่าวงเงินลงทุนที่ได้ประมาณการไว้รวม 5,161.06 ล้านบาท ทำให้มูลค่าการลงทุนท่าเทียบเรือ F เหลือ 13,786.67 ล้านบาท จากเดิม 15,954.74 ล้านบาท ส่งผลให้ต้นทุนของการลงทุนของการท่าเรือฯ ในส่วนของท่าเรือ F ตามหลักการการคำนวณเป็น 27,845 ล้านบาท ดังนั้น ข้อเสนอสัมปทานคงที่ของเอกชนจึงครอบคลุมความเสี่ยงด้านผลตอบแทนต่อเงินลงทุนของการท่าเรือฯ ได้

นอกจากนี้ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 คาดการณ์ตู้สินค้าในอนาคตมีแนวโน้มลดลง รวมทั้งแนวโน้มที่การท่าเรือแห่งประเทศ (กทท.) จะสามารถประหยัดเงินลงทุนในโครงการ ฯ ในส่วนของงานก่อสร้างทางทะเล และงานก่อสร้างอาคารท่าเทียบเรือ ระบบถนน และสาธารณูปโภค และหากมีการคัดเลือกเอกชนใหม่จะมีผลกระทบต่อการเปิดดำเนินการท่าเทียบเรือ F อาจล่าช้าถึง 2 ปี ส่งผลให้มีความเสี่ยงที่ท่าเรือแหลมฉบังจะไม่สามารถรองรับปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าได้ รวมทั้งข้อจำกัดในการรองรับเรือสินค้าขนาดใหญ่ของท่าเรือในปัจจุบัน และกรณีที่มีการถมทะเลแล้วเสร็จแต่ไม่มีการร่วมลงทุนสร้างท่าเทียบเรือได้ทันที จะทำให้ กทท. ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาและซ่อมบำรุงโครงสร้างอีกด้วย

ในที่ประชุมครม. ยังมอบหมายให้ สกพอ. พิจารณาความเหมาะสมในการกำหนดเงื่อนไขการแบ่งผลตอบแทนเพิ่มเติมในกรณีที่มีปริมาณตู้สินค้าสูงกว่าคาดการณ์ เพื่อให้ผลประโยชน์ตอบแทนที่รัฐจะได้ใกล้เคียงกับที่คณะรัฐมนตรีได้เคยอนุมัติไว้ รวมทั้งเร่งรัดให้ กทท. ดำเนินโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ตามแผนงานอย่างเคร่งครัด กำกับติดตามการดำเนินงานของเอกชนที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นไปตามเป้าหมาย และสามารถทำให้ปริมาณการขนส่งสินค้า กลับไปใกล้เคียงกับปริมาณการที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไว้เดิม เพื่อให้โครงการการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 สนับสนุนการเป็นประตูการค้า (Gateway) เชื่อมโยงการอุตสาหกรรมและการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านตามนโยบายของรัฐบาลได้

ด้านเรือโท กมลศักดิ์ พรหมประยูร ผู้อำนวยการ กทท. กล่าวว่า ขั้นตอนหลังจาก ครม.เห็นชอบคาดว่าจะใช้เวลาอีกประมาณ 2 เดือนจะสามารถลงนามสัญญากับกลุ่ม GPC ได้ โดยหลังจากนี้คณะกรรมการคัดเลือกฯ จะพิจารณาร่างสัญญาร่วมกับเอกชนอีกครั้ง ควบคู่กับการเปิดเอกสารข้อเสนอซองที่ 5 (ข้อเสนอทางเทคนิคเพิ่มเติม) ซึ่งไม่มีผลต่อการพิจารณาแล้ว จากนั้นส่งร่างสัญญาให้อัยการสูงสุดตรวจสอบ และเสนอ กพอ.อนุมัติก่อนลงนามสัญญา โดยหลังลงนามกลุ่ม GPC จะรับผิดชอบดำเนินการเรื่อง EIA ให้แล้วเสร็จใน 1 ปี และก่อสร้างใน 4 ปี