พาราสาวะถี

ยุ่งกันไปใหญ่แต่ก็ไม่ได้เหนือความคาดหมายเมื่อ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ต้องแอดมิทโรงพยาบาลที่บุรีรัมย์จากการติดเชื้อโควิด-19 โดยให้เหตุผลว่ามาจากการที่หน้าห้องคนสนิทไปเที่ยวผับย่านทองหล่อแล้วติดเชื้อ ท่ามกลางความสงสัยว่า ตัวท่านรัฐมนตรีได้ไปเที่ยวด้วยหรือไม่ แต่เมื่อเจ้าตัวยืนกรานว่าไม่ได้ไป ก็ต้องเป็นไปตามนั้น ซึ่งไม่หมดแค่นั้น วันเดียวกัน สรรเสริญ แก้วกำเนิด อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ก็ตรวจพบติดเชื้อด้วยเช่นกัน

อรชุน

ยุ่งกันไปใหญ่แต่ก็ไม่ได้เหนือความคาดหมายเมื่อ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ต้องแอดมิทโรงพยาบาลที่บุรีรัมย์จากการติดเชื้อโควิด-19 โดยให้เหตุผลว่ามาจากการที่หน้าห้องคนสนิทไปเที่ยวผับย่านทองหล่อแล้วติดเชื้อ ท่ามกลางความสงสัยว่า ตัวท่านรัฐมนตรีได้ไปเที่ยวด้วยหรือไม่ แต่เมื่อเจ้าตัวยืนกรานว่าไม่ได้ไป ก็ต้องเป็นไปตามนั้น ซึ่งไม่หมดแค่นั้น วันเดียวกัน สรรเสริญ แก้วกำเนิด อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ก็ตรวจพบติดเชื้อด้วยเช่นกัน

ทำเอาผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจต้องกุมขมับกันเลยทีเดียว เพราะการที่มีรัฐมนตรีไปติดโควิดมาด้วยเหตุผลเช่นนี้ มันย่อมสะท้อนกลับไปยังมาตรการผ่อนคลายที่หวังผลทางด้านเศรษฐกิจ สุดท้ายคุ้มค่าหรือไม่ สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นคำตอบได้เป็นอย่างดี แต่ที่ชัดเจนคือ นายแพทย์อุดม คชินทร ที่ปรึกษาศบค.ยอมรับว่านี่คือการระบาดในระลอกที่ 3 ส่วนสถานการณ์จะไปจบแบบไหนนั้นต้องตามลุ้นกันต่อ เพราะยังมีอีกขยักของการเคลื่อนคนจำนวนมากคือช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง

สิ่งที่ทำได้เวลานี้คือ บรรดาผู้ที่ทำงานใกล้ชิดกับรัฐมนตรี รวมทั้งสื่อมวลชนจำนวนไม่น้อยต้องไปตรวจหาเชื้อกันจ้าละหวั่น น่าสนใจว่า การระบาดของโควิด-19 ทั้งสามระลอกนั้น ล้วนแต่มาจากการหละหลวมในการดำเนินการของฝ่ายปฏิบัติทั้งสิ้น ซึ่งคนที่เป็นผู้นำนั้นจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ ระลอกแรกเกิดจากเวทีมวยและผับหรูย่านทองหล่อ ระลอกสองรับไปเต็ม ๆ กับแรงงานต่างด้าวลักลอบผิดกฎหมายและบ่อนพนัน ระลอกนี้ก็วกกลับไปที่สถานบันเทิงตามเดิม

แน่นอนว่า ทุกคนต่างเข้าใจความเดือดร้อนของคนที่ทำงานกลางคืนซึ่งได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก แต่เมื่อกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง นอกเหนือจากมาตรการที่จะต้องเข้มข้นเมื่ออนุญาตให้กลับมาเปิดบริการแล้ว ภาครัฐต้องหาเม็ดเงินมาสำรองไว้เพื่อให้การช่วยเหลือหากประเมินแล้วเห็นว่าถ้าปล่อยให้มีการเปิดแล้วได้ไม่คุ้มเสีย จำเป็นต้องสั่งปิดก็ต้องดำเนินการ และหาหนทางในการให้คนกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

ไม่รู้ว่าด้วยอับจนปัญญาจริง ๆ หรือติดนิสัยชอบประชดประชัน ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจจึงประกาศต่อกรณีที่แพทย์กังวลว่าโควิด-19 สายพันธุ์อังกฤษ ที่สร้างคลัสเตอร์ทองหล่อมีความรุนแรง และอาจจะทำให้เกิดการระบาดได้มากถึง 100 เท่า ด้วยวลีทองที่ว่า “อะไรจะเกิด ก็ต้องเกิด” แสดงว่าประชาชนต้องทำใจยอมรับ เผชิญชะตากรรมกันเอาเองอย่างนั้นหรือ ทั้งที่ผ่านมา คนส่วนใหญ่ของประเทศต่างร่วมมือตั้งการ์ดกันสูง จนทำให้มาตรการควบคุมได้รับการยกย่องจากนานาประเทศ

ขณะเดียวกันการที่บอกว่า ตนจะแก้ไขปัญหาให้ได้แม้จะตายก็ยอม ไม่ได้สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนแม้แต่น้อย เพราะผู้นำที่ดีต้องไม่ประกาศว่าตัวเองจะเป็นอะไรยังไง แต่ต้องให้ความหวังกับประชาชนว่าจะนำพาทุกคนไปสู่ความปลอดภัยอย่างไร ส่วนการเรียกร้องให้ประชาชนรักทหารและตำรวจ ไม่อย่างนั้นก็ไม่เหลืออะไรนั้น ไม่เห็นว่ามันจะเกี่ยวกันตรงไหน หรือจะบอกเป็นนัยว่าการระบาดระลอกสองต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้เพราะคนในสององค์กรนี้เป็นต้นตออย่างนั้นหรือ

ไม่ต่างอะไรกับ สุพัฒนพงษ์ พันธุ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่ตัดพ้อว่า ทำไมไม่มีใครเชื่อตัวเองว่าไม่ได้ไปเที่ยวผับทองหล่อ เพราะผลตรวจก็ยืนยันออกมาแล้วว่าไม่ติดเชื้อโควิด นี่คือการเมืองเมื่อกระโจนเข้ามาเป็นนักการเมืองเต็มตัวแล้ว ต้นทุนทางสังคมที่เคยมีจะหายไปเกือบครึ่ง ความน่าเชื่อถือที่คิดว่าควรจะเป็นมักจะไม่มีคำอธิบายทางการเมือง ยิ่งมาร่วมหัวจมท้ายกับขบวนการสืบทอดอำนาจ เครดิตทางสังคมย่อมหดหายตามไปด้วย

ไม่ทราบว่าผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจและองคาพยพจะดีใจหรือไม่อย่างไร ที่สถานการณ์โควิด-19 เป็นแบบนี้ แล้วส่งผลให้การเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญที่เดิมทีวางไว้วันที่ 7-8 เมษายนต้องเลื่อนไปอย่างไม่มีกำหนด เพราะเท่ากับว่านั่นยังมีเวลาให้หายใจหายคอต่อทั้งการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ที่ถูกตีในประเด็นตั้งท่าคว่ำในวาระ 3 รวมไปถึงการขยับเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราของพรรคสืบทอดอำนาจ

อย่าลืมว่า ทั้งสองเรื่องนั้นมันล้อไปด้วยกัน หากร่างกฎหมายประชามติผ่าน มันก็จะมีแรงกดดันไปยังรัฐบาลเพื่อให้ขยับถามประชาชนว่ามีความประสงค์จะแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับเพื่อให้มีส.ส.ร.หรือไม่ เมื่อยังไม่มีการพิจารณาก็เท่ากับว่า ฝ่ายกุมอำนาจโดยพรรคแกนนำรัฐบาล ย่อมมีเวลาปั่นกระแส แสวงหาแนวร่วมในการที่จะสนับสนุนให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 5 ประเด็น 13 มาตรา ตามที่ซามูไรกฎหมายของพรรคเดินเกม

อีกด้านก็จะเปิดโอกาสให้ 3 พรรคร่วมรัฐบาล ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย และชาติไทยพัฒนา ได้มีเวลาเตรียมการ หาแนวทางที่จะเสนอร่างแก้ไขเพื่อให้คนโดยทั่วไปเห็นว่ามีความตั้งใจและจริงใจในการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่การปาหี่เพื่อที่จะอยู่ร่วมรัฐบาลไปยาว ๆ ตลอดรอดฝั่งได้ โดยเฉพาะพรรคเก่าแก่ที่ถือว่ามีแรงกดดันมากกว่า เพื่อเดิมพันสูงกับการยอมตระบัดสัตย์เข้าร่วมสนับสนุนเผด็จการสืบทอดอำนาจด้วยเหตุผล จะเข้ามาแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นปัญหา

แต่ที่น่าจะสบายใจได้สำหรับผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจ คงจะเป็นเรื่องที่ จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานนปช. ขึ้นเวทีปราศรัยเมื่อวันวานประกาศพักการชุมนุมชั่วคราวไปก่อน เพื่อรอดูสถานการณ์โควิด-19 ว่าจะเป็นอย่างไร เท่ากับว่าสิ่งที่ท่านผู้นำเป็นกังวลจนทำให้ลิ่วล้อต้องออกมาดิสเครดิตม็อบกันรายวันนั้นได้มีจังหวะคิดอ่านเกมเพื่อที่จะรับมือกันได้ แต่คงไม่สามารถที่จะไปไล่แจกกล้วยเหมือนการซื้องูเห่าจากบรรดาพรรคต่าง ๆ ในสภา

ขณะที่เหตุผลสำคัญอีกประการที่ทำให้ม็อบรุ่นใหญ่ต้องเลื่อนออกไปโดยอ้างสถานการณ์โควิดนั่นก็คือ ขณะนี้ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนจากฝ่ายระบอบสนธิ-จำลองว่าจะเข้าร่วมองคาพยพล้มกระดานเผด็จการคสช.หรือไม่ เนื่องจากแกนนำส่วนใหญ่ต่างรอดูผลแห่งคดีที่จะมีการตัดสินกันในปลายเดือนนี้ นั่นเท่ากับว่า ถ้าจะเห็นเนื้อเห็นหนังของการชุมนุมของม็อบใหญ่รุ่นใหญ่ชุดนี้ คงต้องรอไปถึงเดือนพฤษภาคมซึ่งถ้าเชื่อในกงล้อประวัติศาสตร์ก็ถือเป็นเดือนที่ต่างเกรงกันว่าจะมีการย่ำรอยเหตุการณ์เลือดเหมือนปี 35 และ 53 นั่นเอง