ECF บวก 8% นิวไฮรอบ 15 เดือน มั่นใจเฟอร์นิเจอร์-พลังงาน หนุนรายได้ปีนี้โต 10%

ECF บวก 8% นิวไฮรอบ 15 เดือน มั่นใจเฟอร์นิเจอร์-พลังงาน หนุนรายได้ปีนี้โต 10%


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาหุ้นบริษัท อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค จำกัด (มหาชน) หรือ ECF ณ เวลา 11.59 น. อยู่ที่ระดับ 2.00 บาท บวก 0.15 บาท หรือ 8.11% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 110.74 ล้านบาท ราคาหุ้นวิ่งแรงในรอบ 15 เดือน โดยเทียบตั้งแต่หุ้นยืนที่ระดับ 2.04 บาท เมื่อวันที่16 ธ.ค.62

โดยก่อนหน้านี้ นายอารักษ์ สุขสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค จำกัด (มหาชน) หรือ ECF เปิดเผยถึงรวมธุรกิจในปีนี้ว่า บริษัทมุ่งเน้นที่จะสร้างการเติบโตจากธุรกิจหลัก คือ ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ และธุรกิจพลังงาน โดยตั้งเป้ารายได้รวมเติบโตไม่ต่ำกว่า 10-12 % และตั้งงบลงทุน 40 ล้านบาท สำหรับธุรกิจเฟอร์นิเจอร์เพื่อเพิ่มเครื่องจักรและไลน์การผลิต รองรับปริมาณคำสั่งซื้อ

ทั้งนี้ ปัจจัยสนับสนุนการเติบโตมาจากการขยายตลาดของธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ทั้งในและต่างประเทศ และการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจพลังงานทดแทน คาดว่าจะเริ่มเห็นสัดส่วนกำไรสุทธิค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้นจากการวางแผนงานเพื่อบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุนและค่าใช้จ่าย

สำหรับแผนการดำเนินงานของบริษัทในปีนี้ ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์มีสัญญาณการเติบโตดีอย่างมีนัยสำคัญ  จากการจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ส่งออกไปต่างประเทศ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากช่วงโควิด-19 มีผู้คนพักอาศัยอยู่บ้าน เพื่อลดการแพร่ระบาด และมีรูปแบบการทำงานแบบ Work from home มากขึ้น ส่งผลให้ปริมาณคำสั่งซื้อลูกค้าต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้น

นอกจากนี้ บริษัทมีแผนการขยายตลาดในประเทศ มุ่งเน้นกระตุ้นยอดขายผ่านช่องทางจำหน่ายใหม่  อาทิ จำหน่ายผ่านออนไลน์ ร้านโมเดิร์นเทรดชั้นนำที่มีสาขาทั่วประเทศพร้อมกับแผนการขยายสาขาที่เพิ่มขึ้น รวมถึงยังมีแผนจะเพิ่มตัวแทนจำหน่ายในต่างจังหวัดหัวเมืองใหญ่ ซึ่งถือเป็นการเพิ่มช่องทางการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าในประเทศผ่านลูกค้าของบริษัท เพื่อสร้างความหลากหลายของช่องทางการจำหน่ายสินค้า ลดการพึ่งพิงเพียงช่องทางใดช่องทางหนึ่ง

ขณะที่ตลาดต่างประเทศ ยังสามารถเติบโตได้อีกมาก โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าประเทศอินเดีย จีน อเมริกา ญี่ปุ่น มีคำสั่งซื้อทยอยเข้ามามากกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้  ส่งผลให้บริษัทวางแผนเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อรองรับคำสั่งซื้อ  ที่เข้ามาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องได้ ขณะนี้บริษัทได้รับคำสั่งซื้อสินค้าถึงไตรมาส 2  ปีนี้แล้ว  อีกทั้งยังมีกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ที่มีศักยภาพอยู่ระหว่างการเจรจาอีกหลายราย ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนรายได้จากยอดขายต่างประเทศอยู่ที่ 66% และในประเทศอยู่ที่ 34%

สำหรับธุรกิจพลังงานทดแทน ที่ผ่านมารับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ขนาด 220 MW เมืองมินบู ประเทศเมียนมาร์ สำหรับเฟสแรก (50 MW เรียบร้อยแล้ว) โดยบริษัทคาดการณ์รับรู้ส่วนแบ่งกำไร เฟส 2 (50 MW)  ภายในไตรมาส 4/64 ส่วนเฟสที่  3 และ 4 อยู่ระหว่างวางแผนเพื่อก่อสร้างให้ครบโดยเร็วที่สุด ภายในปี 2565 นี้

นอกจากนี้ ยังมีโครงการโรงไฟฟ้าทั้งในและต่างประเทศที่อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการเข้าลงทุน โดยบริษัทจะมุ่งเน้นเข้าศึกษาความเป็นไปได้ในการเข้าลงทุนในโครงการที่มีผลตอบแทนสูง และจะเน้นการเข้าลงทุนเองเป็นหลัก

Back to top button