พาราสาวะถี

ประเด็นวัคซีนกับความจำเป็นต่อการรับมือการแพร่ระบาดของโควิด-19 วันนี้เลิกแถไถกันได้แล้ว ตั้งแต่ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจ ไปจนถึงเจ้ากระทรวงคุณหมออย่าง อนุทิน ชาญวีรกูล ที่เกิดตกเป็นเป้าถูก “กลุ่มหมอไม่ทน” ล่ารายชื่อผ่านเว็บไซต์ Change.org กดดันให้ลาออกจากตำแหน่ง เพราะท่านผู้นำยอมรับเองจากการโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวหลังหารือทีมที่ปรึกษา ประกาศยกระดับการกระจายวัคซีนเป็นวาระสำคัญเร่งด่วนสูงสุด เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริง

อรชุน

ประเด็นวัคซีนกับความจำเป็นต่อการรับมือการแพร่ระบาดของโควิด-19 วันนี้เลิกแถไถกันได้แล้ว ตั้งแต่ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจ ไปจนถึงเจ้ากระทรวงคุณหมออย่าง อนุทิน ชาญวีรกูล ที่เกิดตกเป็นเป้าถูก “กลุ่มหมอไม่ทน” ล่ารายชื่อผ่านเว็บไซต์ Change.org กดดันให้ลาออกจากตำแหน่ง เพราะท่านผู้นำยอมรับเองจากการโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวหลังหารือทีมที่ปรึกษา ประกาศยกระดับการกระจายวัคซีนเป็นวาระสำคัญเร่งด่วนสูงสุด เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริง

แม้จะพยายามตอกย้ำประเด็นฉีดวัคซีนให้คนไทยให้ได้ 50 ล้านคนภายในปีนี้ แต่ก็ออกตัวด้วยข้อความที่ว่าหรือเร็วกว่านั้น ท่วงทำนองเช่นนี้มันก็คือการยอมรับไปในตัวว่ามีการประเมินสถานการณ์ผิดพลาด และบริหารจัดการเรื่องวัคซีนล้มเหลว ไม่ต้องถามหาวิสัยทัศน์ของคนเป็นผู้นำ และไม่ต้องพูดถึงความสามารถในเชิงการบริหารความเสี่ยงและการประเมินสถานการณ์ของทีมงานแวดล้อมเสี่ยหนูในกระทรวงสาธารณสุข สถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันคือตัวบ่งชี้ที่ชัดเจน

การอ้างว่าไม่ต้องมาไล่ถ้าทนไม่ได้จะขอไปเองนั้น ก็เป็นแค่คำแก้ต่างทางการเมือง ยิ่งไปพูดในลักษณะหมอในกระทรวงทนตนได้ทุกคน ไม่เห็นมีใครไม่ทน ยิ่งเท่ากับเป็นการเปิดศึกกับบุคลากรทางการแพทย์ที่ออกมาเคลื่อนไหวในเรื่องดังกล่าวเข้าไปอีก สิ่งสำคัญอย่าลืมเป็นอันขาดว่า การเมืองภายในกระทรวงคุณหมอนั้นมันมีมาช้านาน และต้องตอกย้ำอีกครั้งว่าหมอที่อยู่ในนั้นคือหมอการเมืองเสียส่วนใหญ่ ไม่ใช่ว่าเกิดวิกฤตแล้วมาซ้ำเติมกัน

เพราะเห็นเป็นที่ประจักษ์กันอยู่แล้ว เมื่อเข้าสู่ภาวะหน้าสิ่วหน้าขวานที่แท้จริง การปล่อยให้มีคนป่วยโควิด-19 รอเตียงจนตายคาบ้าน และจากคนที่ไม่ติดก็กลายเป็นติดเชื้อกันหมดบ้านนั้น มันสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพการบริหารจัดการได้เป็นอย่างดี ไม่ต้องมาโทษว่ามันมีความลักลั่นในการบริหารงานกันระหว่างกระทรวงสาธารณสุขกับกทม.ที่มีหัวขบวนคือ พลตำรวจเอกอัศวิน ขวัญเมือง ต้องไม่ลืมเป็นอันขาดว่านี่คือผู้ว่าฯ กทม.ลากตั้งและไม่ใช่มาจากฝ่ายการเมืองฝั่งตรงข้ามหรือคนละพวกกัน

ดังนั้น ในสถานการณ์วิกฤตจำเป็นที่จะต้องร่วมกันบริหารจัดการ ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดเหตุเลวร้ายเช่นนี้ แล้วมาแสดงความเสียใจกันภายหลัง สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นเรื่องที่โหดร้ายมากกว่าบางประเทศที่ต้องเลือกว่าจะรักษาชีวิตผู้ป่วยคนไหนไว้แล้วให้คนไหนตาย เพราะประเทศไทยไม่ได้หนักถึงขนาดนั้น กับขั้นตอนที่อ้างว่าจะย้ายผู้ป่วยวิกฤตหรือผู้ป่วยหนักข้ามจังหวัดไม่ได้ แล้วการปล่อยให้ตายคาบ้านกับการยกเว้นกระบวนการหรือขั้นตอนนั้น อย่างไหนควรทำมากกว่ากัน

ล่าสุด กระทรวงสาธารณสุขรุกเข้าไปตั้งศูนย์แรกรับโดยใช้อาคารนิมิบุตร ภายในสนามกีฬาแห่งชาติ ย่านปทุมวัน จำนวน 300 เตียง ด้วยเหตุผลเพื่อเก็บตกผู้ป่วยที่กทม.ไม่สามารถรองรับได้ คำถามที่ตามมาคือ แล้วจะนำคนเหล่าไปรักษาต่อที่ไหน อย่าบอกว่าตามจังหวัดปริมณฑล เพราะจนถึงเวลานี้จังหวัดที่ใกล้ที่สุดอย่างนนทบุรี ผู้ว่าราชการจังหวัดก็ออกมายอมรับแล้วว่าสถานการณ์วิกฤตไม่แพ้กรุงเทพฯ ถ้าจะให้รับผู้ป่วยจากเมืองหลวง แล้วคนในพื้นที่ที่เจ็บป่วยจะดูแลกันอย่างไร

จับอาการของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจจนถึงนาทีนี้ บอกได้คำเดียวว่าอยู่ในภาวะเมาหมัด จับต้นชนปลายไม่ถูก การประชุมที่ปรึกษาล่าสุด ก็มุ่งเน้นและสื่อสารกับประชาชนไปที่เรื่องวัคซีนเพียงอย่างเดียว นั่นคงเป็นเพราะเกิดจากการโชว์วิสัยทัศน์ของ ทักษิณ ชินวัตร ก่อนหน้า รวมไปถึงมีการขุดเอาสิ่งที่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เคยแสดงความเป็นห่วงและเสนอแนะรัฐบาลไว้ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา แต่มีการเพิกเฉย วันนี้จึงต้องตาลีตาเหลือกแก้ต่างกันพัลวัน

ความจำเป็นในการบริหารจัดการวัคซีนโควิด-19 บนสถานการณ์วิกฤตยังถือว่าต้องเดินหน้าต่อไป แต่มันช้าไปหลายก้าวแล้วกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า ถ้าจำกันได้ ก่อนสงกรานต์มีการบอกว่าหลังสงกรานต์ตัวเลขผู้ป่วยรายใหม่จะเริ่มลดลงและภาครัฐจะสามารถจัดการสถานการณ์ได้ดีขึ้น แต่กลายเป็นว่าสี่ซ้าห้าวันที่ผ่านมาตัวเลขผู้ป่วยอยู่ในหลักเกินสองพันรายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสิ่งนี้มันเป็นการประจานศักยภาพในการประเมินสถานการณ์ของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจพร้อมคณะได้เป็นอย่างดี

ประเด็นที่สังคมอยากเห็นการแสดงสปิริตลาออกของหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยนั้น เลิกคิดกันไปได้เลย ไม่มีทางและไม่มีวันเกิดขึ้นได้ เช่นเดียวกันกับผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจ ที่ต้องพากันถูลู่ถูกังกันไปเช่นนี้ เพราะหากตัดสินใจโชว์สปิริตกันจริง ก็เท่ากับว่าเป็นการจบอนาคตทางการเมืองของตัวเองทั้งสองพวก ฝ่ายการเมืองหวังเป็นรัฐบาลกับโอกาสจะได้ส.ส.กลับมาเหมือนเดิมนั้นไม่ต้องพูดถึง ส่วนท่านผู้นำคงไม่มีใครไว้วางใจที่จะให้กลับมาทำหน้าที่ต่ออีกแม้จะมีเสียงส.ว.ลากตั้งคอยค้ำยันอยู่ก็ตาม

เวลานี้คอการเมืองจึงพากันจับจ้องไปยังพรรคร่วมรัฐบาลสำคัญอย่างประชาธิปัตย์ เป็นโอกาสที่จะได้เอาคืนขบวนการสืบทอดอำนาจ ที่สร้างความเสียหายให้กับพรรคเก่าแก่อย่างใหญ่หลวงจากผลของการวางกับดักและผลจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาหรือไม่ ถือเป็นจุดวัดใจ เพราะการอยู่ร่วมหอลงโรงกันต่อไปก็มีแต่สาละวันเตี้ยลง ขณะที่ส.ส.ในพรรคสืบทอดอำนาจก็คอยตอดเล็กตอดน้อยไม่หยุด โดยเฉพาะส.ส.จากภาคใต้ มีการดิสเครดิตกันอยู่ตลอดเวลา

ในห้วงที่ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจกำลังตุปัดตุเป๋ หัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลที่อ้างว่ารักกันมากก็กำลังเกิดวิกฤต หากจะหาโอกาสสร้างความได้เปรียบก็คงไม่มีจังหวะไหนที่จะดีไปกว่านี้อีกแล้ว อยู่ที่ว่าผู้นำพรรคอย่าง จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ จะเลือกเส้นทางไหน การเงียบหรือสงวนท่าทีโดยอ้างมารยาททางการเมืองผ่านสื่อตามที่ปรากฏเป็นข่าว ใช่ว่าจะเป็นคำตอบสุดท้าย ภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ที่โงหัวไม่ขึ้น อะไรก็เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา