ชู 3 หุ้นผลงานเด่น พื้นฐานแกร่ง!

โบรกฯชู 3 หุ้น TOP Pick แนวโน้มกำไรไตรมาส 1/64 โดดเด่น มีโอกาสได้รับงานใหม่เพิ่ม ยันภาพรวมตลาดหุ้นไทยยังแข็งแกร่ง เชื่อครึ่งปีหลังเงินไหลเข้า

เส้นทางนักลงทุน

ภาพรวมของ SET Index เชื่อว่ายังมีความแข็งแกร่ง ภายใต้แรงหนุนของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนงวดไตรมาส 1/2564 ที่เติบโต ขณะที่ประมาณการทั้งปีน่าจะมี EPS Growth ไม่น้อยกว่า 32%

นอกจากนี้เมื่อสถานการณ์ระบาด Covid-19 คลายตัวลงซึ่งน่าจะเห็นได้ชัดเจนขึ้นหลังมีการกระจายตัวของวัคซีนโควิดในวงกว้างช่วงครึ่งหลังของปี 2564 ก็น่าจะทำให้สภาพคล่องในระบบการเงินที่มีอยู่จำนวนมากไหลเข้าหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นในตลาดหุ้น

ภายใต้สภาพแวดล้อมดังกล่าวทาง บล.เอเซีย พลัส จึงไม่ได้กังวลเกี่ยวกับภาพรวมตลาด ส่วนธีมการลงทุน ยังให้น้ำหนักกับกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ต่อเนื่อง เพราะยังเห็นการปรับตัวขึ้นของหลายผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นได้แก่น้ำตาล ยางพารา

ส่วนราคาเหล็กในตลาดโลกก็ยังอยู่ในขาขึ้น แต่ด้วยกระแสเรื่องการที่รัฐบาลอาจเข้ามาดูแลราคาขายในประเทศ ทำให้ Sentiment การลงทุนเสียไป แต่อย่างไรก็ตามเชื่อว่าไม่สามารถเข้ามาแทรกแซงกลไกตลาดได้มากนัก

ทั้งนี้ในส่วนของการลงทุนอาจเห็นการนำเม็ดเงินโยกเงินไปยังหุ้นที่คาดว่ากำไรไตรมาส 1/2564 โดดเด่น รวมทั้งโอกาสได้รับงานใหม่ ดังนั้นให้เป็น TOP Pick เลือก บริษัท เอ็ม.ซี.เอส.สตีล จำกัด (มหาชน) หรือ MCS , บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ  NER  และ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) หรือ SCC

สำหรับ บริษัท เอ็ม.ซี.เอส.สตีล จำกัด (มหาชน) หรือ  MCS โดยมีการป้องกันความเสี่ยงโดยซื้อเหล็กล่วงหน้ากำไรหลัก หรือ margin ของ MCS ขึ้นกับความซับซ้อนของงานมากกว่า การเปลี่ยนแปลงราคาวัตถุดิบ ซึ่งปีนี้จะส่งมอบงาน margins grade ทั้ง taradomon, azabudai ซึ่งสูงกว่างานในอดีต

ขณะเดียวกันทาง ดร.ไนยวน ชิ CEO เตรียมเดินทางไปญี่ปุ่นในเดือน พ.ค.2564 เชื่อว่าการเยือนญี่ปุ่นครั้งนี้เพื่อไปเซ็นสัญญา 2 โครงการ รวม 4.5 หมื่นตัน และเยี่ยมชมลูกค้ารายอื่นๆ ทำให้ความหวังได้ว่า MCS จะได้รับงานใหม่เข้ามาเสริมความแข็งแกร่ง โดยงานใหม่ที่รับมาจะผลิตและส่งออกในปี 2556 เพราะปัจจุบันคิวงานแน่นจนถึงปี 2565 แล้ว โดยคาดกำไรปี 2564 อยู่ระดับ 1 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.4% จากงวดเดียวกันของปีก่อน

ดังนั้นแนะนำ “ซื้อ” ให้ราคาเป้าหมายปี 2564 ที่ 21.90 บาท มี Upside สูงเกิน 55% ปัจจุบัน PER อยู่ที่ 7 เท่า

ต่อมา บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NER โดยคาดกำไรสุทธิงวดไตรมาส 1/2564 อยู่ที่ 312 ล้านบาท สูงกว่าที่คาดไว้เดิมถึง 25% และคิดเป็น 30% ของประมาณการกำไรสุทธิที่ประเมินไว้ก่อนปรับปรุง คาดอัตรากำไรขั้นต้นงวดไตรมาส 1/2564 จะปรับเพิ่มขึ้นสู่ 12.2% จากทิศทางราคาขายยางพาราเฉลี่ยงวดไตรมาส 1/2564 ที่ปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลบวกต่อประสิทธิภาพการทำกำไรในงวดไตรมาส 1/2564

ภายหลังปรับเพิ่มประมาณการ คาดกำไรสุทธิปี 2564-2565 จะเพิ่มขึ้นถึง 47.5% จากงวดเดียวกันของปีก่อน และ 13.3% จากงวดเดียวกันของปีก่อน จากแนวโน้มปริมาณขายยางพาราและทิศทางราคายางพาราเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก

ดังนั้นแนะนำ “ซื้อ” ให้ราคาเป้าหมายใหม่ปี 2564 ที่ 7.50 บาท อิงค่า PER อยู่ที่ 10 เท่า นอกจากนั้นยังสามารถคาดหวังในส่วนของ Dividend yield ได้กว่า 5% ต่อปี

บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) หรือ SCC มีการรายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1 สิ้นสุดวันที่ มีนาคม 2564 ออกมามีกำไรสุทธิขยับขึ้นมาอยู่ที่ 14,913.96 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 113.94% จากงวดเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 6,971.20 ล้านบาท สาเหตุหลักจาก ธุรกิจเคมิคอลส์มีส่วนต่างราคาสินค้าและส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น ขณะที่ EBITDA เพิ่มขึ้น 68% จากส่วนต่างราคาสินค้าของธุรกิจเคมิคอลส์เพิ่มขึ้น ทั้งนี้รายได้ จากการขายเพิ่มขึ้น 15% สาเหตุหลักจากราคาขายของสินค้าเคมีภัณฑ์เพิ่มขึ้น

โดยกำไรสุทธิไตรมาส 1/2564 ประกาศออกมาพบว่าดีกว่าทางบล.เอเซีย พลัส คาดการณ์ไว้ก่อนหน้าที่มีการคาดการณ์ไว้ว่ากำไรสุทธิไตรมาส 1/2564 จะทำได้ราว 11,528 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 65% จากงวดเดียวกันของปีก่อน ซึ่งธุรกิจปิโตรเคมีจะทำกำไรโดดเด่นอย่างมากจาก Spread ผลิตภัณฑ์หลักที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่วนธุรกิจ Packaging เชื่อฐานกำไรทรงตัวระดับสูงแม้เผชิญแรงกดดันต้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นก็ตาม

ส่วนแนวโน้มที่ตลาดหลักทรัพย์จะเปลี่ยนเกณฑ์คำนวณดัชนีใหม่ โดยใช้วิธี Free Float Adjusted เพื่อให้ดัชนีสะท้อนสภาพตลาดได้ดีขึ้น จะส่งผลบวกต่อ SCC ที่มี %Free Float สูงถึง 66.11% โดยคาดว่าจะมีเม็ดเงินส่วนเพิ่มจากกองทุน Passive Fund ที่ต้องปรับสัดส่วนการลงทุนหุ้น SCC เพิ่มอีก 1.2 พันล้านบาท

อีกทั้งคาดปีนี้กำไรสุทธิอยู่ที่ 3.66 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.0% จากงวดเดียวกันของปีก่อน อีกทั้งราคาหุ้นยัง Laggard หุ้นกลุ่มปิโตรฯอย่าง PTTGC และหุ้นลูกอย่าง SCGP อยู่มาก

ดังนั้นยังแนะนำ “ซื้อ” ให้ราคาเป้าหมาย 450 บาท

ท้ายสุดจากการประเมินหุ้นทั้ง 3 ตัว ถือว่ายังน่าลงทุนเพราะยังเป็นหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่ง!!!