พาราสาวะถี

การเผชิญหน้ากับสถานการณ์โควิด-19 ระลอกสามป่วยการที่จะถามหาความรับผิดชอบหรือเรียกร้องใด ๆ ย้อนกลับไปได้ก็นึกถึงแฮชแท็กที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้าที่ว่า “ผนงรจตกม” ยามนี้จากวิกฤติที่คนไทยทุกคนได้ร่วมชะตากรรม น่าจะเป็นตัวบ่งชี้ที่ชัดเจนแล้วว่าเป็นจริงดังว่าหรือไม่ ขนาดที่การแถลงข่าวของศบค.ต้องนำเอาวิดีโอของ ศาสตราจารย์นายแพทย์ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มาจั่วหัวกับสิ่งที่คุณหมอยกมือไหว้ขอความร่วมมือจากประชาชนก่อนจะไม่มีทางแก้

อรชุน

การเผชิญหน้ากับสถานการณ์โควิด-19 ระลอกสามป่วยการที่จะถามหาความรับผิดชอบหรือเรียกร้องใด ๆ ย้อนกลับไปได้ก็นึกถึงแฮชแท็กที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้าที่ว่า ผนงรจตกม” ยามนี้จากวิกฤติที่คนไทยทุกคนได้ร่วมชะตากรรม น่าจะเป็นตัวบ่งชี้ที่ชัดเจนแล้วว่าเป็นจริงดังว่าหรือไม่ ขนาดที่การแถลงข่าวของศบค.ต้องนำเอาวิดีโอของ ศาสตราจารย์นายแพทย์ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มาจั่วหัวกับสิ่งที่คุณหมอยกมือไหว้ขอความร่วมมือจากประชาชนก่อนจะไม่มีทางแก้

ทั้งที่ความจริงก็รู้อยู่แล้วว่า ช่วงขาขึ้นของโควิด-19 เที่ยวนี้เกิดจากอะไร ไม่ใช่เพราะประชาชนทั่วไปเป็นจุดตั้งต้นของการแพร่เชื้อ ซึ่งจะว่าไปไม่ใช่เฉพาะระลอกนี้แต่ทุกครั้งต่างรู้กันดีอยู่ ซึ่งสิ่งที่ต้องขีดเส้นใต้ในถ้อยแถลงของหมอประสิทธิ์ก็คือ วัคซีนเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนต้องช่วยกันฉีดเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ ไม่ต้องกังวลต่อผลข้างเคียง เพราะที่ผ่านมาคนฉีดหนึ่งล้านคนจะมีผลรุนแรงแค่ 4 ราย แต่การตายด้วยการป่วยจากโควิด-19 อยู่ที่อัตรา 100 รายต่อ 2.2 คน

มาถึงนาทีนี้คงไม่ได้อยู่ที่ว่าประชาชนจะตัดสินใจฉีดหรือไม่ เชื่อได้เลยว่า คนส่วนใหญ่มองเห็นประโยชน์ของการฉีดวัคซีนแล้วและต้องการจะฉีด ถึงขนาดที่คนมีเงินทั้งหลายพร้อมที่จะควักกระเป๋าจ่ายบินไปฉีดวัคซีนในประเทศที่ยินดีจะฉีดให้ ยอมที่จะเสียเวลาถูกกักตัวทั้งไปและกลับนานนับเดือน นั่นเป็นเรื่องของคนมีตังค์ แต่ปุจฉาที่ย้อนกลับมายังโจทย์สำคัญของคุณหมอก็คือ แล้วการเตรียมการของรัฐบาลต่อวัคซีนที่จะฉีดให้ประชาชนมันทันการณ์ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นหรือไม่

ตรงนี้พิสูจน์กันได้อยู่แล้วกับสิ่งที่เห็นและเป็นไป โดยเฉพาะวัคซีนทางเลือกที่เดิมทีดูเหมือนจะอ้าแขนรับและทำให้เอกชนมีช่องทางในการที่จะดำเนินการได้ แต่ทำไปทำมาทั้งผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจและเจ้ากระทรวงสาธารณสุข ออกอาการหวงก้าง ต้องการที่จะให้ประชาชนฉีดของ 2 ยี่ห้อที่รัฐบาลนำเข้ามาอยู่ในเวลานี้ ทั้งที่ความเป็นจริงก็รู้กันอยู่เต็มอกว่ามันมีปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการ และช้ากว่าสถานการณ์ไปหลายก้าว

เสียงทักท้วงหรือวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่ายโดยเฉพาะซีกที่อยู่ตรงข้ามรัฐบาล มันไม่ได้หมายถึงการดิสเครดิตหรืออยากจะเข้าไปมีอำนาจ แต่มองเห็นตรงกันว่า กระบวนการบริหารจัดการ รวมทั้งวิสัยทัศน์ในการเตรียมความพร้อมเพื่อเผชิญกับสิ่งที่รู้กันอยู่แล้วว่ามันจะต้องเป็นอย่างไร ทำไมถึงไม่เปิดกว้างหรือทำให้ช่องทางของการได้มาของวัคซีนมีความหลากหลาย และเปิดทางเลือกให้กับประชาชนภายในประเทศได้มากขึ้น

เข้าใจดีว่านี่คือวัคซีนสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน และไม่ต้องอธิบายซ้ำซากว่าบริษัทผู้ผลิตวัคซีนในต่างประเทศต้องการให้รัฐบาลไทยเป็นผู้นำเข้าทั้งนั้น เพราะสิ่งนี้พูดกันมานานซึ่งกลไก วิธีการที่จะให้เอกชนผู้ผลิตยอมรับและขายวัคซีนให้กับภาคเอกชนไทยที่มีความต้องการนั้น ทำได้อยู่แล้ว เหมือนอย่างที่กำลังดำเนินการอยู่ โดยให้เป็นภาระความรับผิดชอบต่อการสั่งซื้อขององค์การเภสัชกรรมหรืออภ. โดยที่เอกชนที่ต้องการนำไปฉีดต้องแจ้งยอดความต้องการมาก่อนเพื่อการสั่งซื้อ

สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นแค่ปัญหาที่ปลายเหตุ มิเช่นนั้น บรรดาเจ้าสัวทั้งหลายซึ่งจะว่าไปก็คือผู้สนับสนุนหลักของรัฐบาลชุดนี้คงไม่ออกมากระทุ้งปมเรื่องวัคซีนกันอย่างตรงไปตรงมา มันจึงอยู่ที่ว่า กระบวนการดำเนินการของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจที่จะสั่งการ และปัจจุบันก็คงต้องหมดข้ออ้างได้แล้วว่าติดขัดปัญหาตรงนั้นตรงนี้ เพราะไม่ใช่แค่พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่มีอยู่ในมือ แต่อำนาจตามกฎหมาย 31 ฉบับที่รวบมาไว้กับมือคือบทพิสูจน์น้ำยาในการทำงาน

การเจรจากับบริษัทเอกชนผู้ผลิตวัคซีนจนถึงขณะนี้ ต้องมีคำอธิบายมาจากสถาบันวัคซีนแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแล้วว่า มีใครมาเสนอและการยื่นเอกสารครบถ้วนสมบูรณ์ไปแล้วกี่เจ้า มีการเจรจาตกลงรับเงื่อนไขกันไปแล้วกี่ราย ภายในระยะเวลาอันรวดเร็วที่ต้องระบุด้วยว่าเดือนไหน ประเทศไทยจะมีวัคซีนที่นอกเหนือจาก 2 ยี่ห้อที่มีอยู่ใช้เป็นจำนวนเท่าไหร่ และมีเอกชนแจ้งความประสงค์ขอนำเข้าวัคซีนทางเลือกจำนวนเท่าใด ของบริษัทไหนบ้าง

ความเชื่อมั่นเป็นสิ่งสำคัญ มิเช่นนั้น คงไม่เกิดประเด็นดราม่าว่าบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข มีความประสงค์จะขอฉีดวัคซีนแอสตราเซเนกาแทนที่ของซิโนแวค เพราะประเมินแล้วว่าประสิทธิภาพต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่สุดท้าย ปราการด่านหน้าทั้งหลายก็ได้ฉีดวัคซีนจากจีนไปแล้วกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้ถ้าไม่มีคำอธิบายคนก็ไม่เข้าใจ เหตุผลที่ต้องฉีดวัคซีนเจ้านี้ให้กับบุคลากรด่านหน้า เพราะระยะห่างระหว่างเข็มแรกและเข็มที่สองมันใช้เวลาไม่นาน

อันจะเป็นการช่วยลดความเสี่ยงของบุคลากรที่ต้องรับมือกับผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นจำนวนมาก แต่ก็ทำให้คิดกันต่อไปว่า ทั้งที่รู้และเข้าใจความจำเป็นแต่ทำไมถึงมีเสียงมาจากคนเหล่านั้น ตรงนี้มันเป็นสิ่งที่ฝ่ายกุมอำนาจต้องมีคำอธิบายหรือแปรเปลี่ยนไปเป็นการหาวิธีการในการสร้างขวัญและกำลังใจแทนที่จะปล่อยให้คนทำงานที่มุ่งมั่นและเสียสละต้องมารู้สึกแย่กับสิ่งที่ตัวเองได้รับ โดยภาระหน้าที่และความรับผิดชอบแล้ว ไม่มีใครท้อหรือขอถอนตัวเหมือนอย่างที่ อนุทิน ชาญวีรกูล พล่ามอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว

เพียงแต่ว่าเมื่อรู้ทั้งรู้เขาคือด่านหน้า เขาคือผู้เสียสละ จะทำอย่างไรเพื่อสร้างแรงใจต่อการทำงาน ไม่จำเป็นต้องรอให้สถานการณ์คลี่คลายแล้วค่อยมาคิด รีบนำเสนอและให้ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจสนองได้ในทันที ตรงนี้ไม่ต้องห่วงว่าจะมีเสียงคัดค้านหรือไม่พอใจจากฝ่ายตรงข้ามรวมทั้งภาคประชาชน เพราะทุกคนเข้าใจกันดีอยู่แล้วว่า คนเหล่านี้มีความสำคัญอย่างไร รวมไปถึงบรรดาอาสาสมัครภาคประชาชนทุกภาคส่วนด้วย

ไม่ใช่คิดแต่ว่าจะเยียวยาหรือฟื้นฟูเศรษฐกิจกันแบบไหน อย่างไร ตรงนั้นยังไงมันก็ต้องทำอยู่แล้ว แต่ภายใต้สถานการณ์ที่หนักหน่วงเช่นนี้ขวัญ กำลังใจของคนทำงานด่านหน้าถือเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วน อย่าได้แค่พูดปลอบประโลม หรือกระตุ้นให้ทุกคนมุ่งมั่นทำงานเพียงอย่างเดียว ต้องมีสิ่งที่ช่วยเสริมสร้างแรงใจตอบแทนความเหน็ดเหนื่อยของคนเหล่านั้นด้วย และต้องทำทันทีอย่าลีลา