ชาตินิยมแบบสมคิดทายท้าวิชามาร

สะใจไหมครับ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ฉะสื่อฝรั่งอย่าเสนอหน้ามาสอนประเทศไทยเรื่องทิศทางเศรษฐกิจ ใครหว่า บังอาจท้าปรมาจารย์สมคิด ไม่รู้เรอะ นี่ศิษย์เอกฟิลิป คอตเลอร์ ก็เรียนมาจากฝรั่งนั่นแหละ ไม่ใช่ตำราไทยซักหน่อย

สะใจไหมครับ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ฉะสื่อฝรั่งอย่าเสนอหน้ามาสอนประเทศไทยเรื่องทิศทางเศรษฐกิจ ใครหว่า  บังอาจท้าปรมาจารย์สมคิด ไม่รู้เรอะ นี่ศิษย์เอกฟิลิป คอตเลอร์ ก็เรียนมาจากฝรั่งนั่นแหละ ไม่ใช่ตำราไทยซักหน่อย

ผมคงไม่วิจารณ์ว่าใครถูกใครผิดเพราะไม่ใช่เซียนเศรษฐกิจ แต่ตั้งข้อสังเกตทางการเมืองว่าเป็นท่าทีที่น่าสนใจ ประการแรก สมคิดที่ใครๆ มองว่านุ่มเนียนใจเย็น ถึงเวลาห้าวเป้งก็ไม่แพ้ ม.44 นี่คือท่าทีร่วมหัวจมท้ายกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา วางเดิมพันว่าถ้าแก้ปัญหาประเทศล่ม ไม่ว่าทางเศรษฐกิจการเมือง ก็พร้อมจะจมไปด้วยกัน

ประการสอง ถ้าคนไทยไม่ความจำสั้น ก็คงจำกันได้ว่าเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ทักษิณก็ห้าวเป้งโต้ฝรั่งที่วิจารณ์ “ทักษิโณมิคส์” เช่นกัน ทักษิณก็ปลุกกระแสชาตินิยม คนไทยไม่จำเป็นต้องตามก้นฝรั่ง ไม่ต่างจากทางการเมือง ทักษิณก็เคยประกาศ “UN ไม่ใช่พ่อ”

คิดแล้วก็น่าขัน ประเทศไทยยุค Stronger Together มีอะไรๆ เหมือนยุคทักษิณเยอะมาก ไม่ใช่แค่นโยบายเศรษฐกิจที่คิดคำใหม่จาก “ประชานิยม” เป็น “ประชารัฐ”

เพียงแต่จำไม่ได้ว่าสมัยทักษิณมีใครสอพลอ “ช่วยกันทำให้ท่านผู้นำยิ้ม” บ้างหรือเปล่า

วิธีคิดของสมคิดที่จริงก็ไม่ต่างจากพรรคเพื่อไทย ซึ่งเห็นอยู่ว่าประเทศไม่สามารถพึ่งการส่งออกได้อีกแล้ว พรรคเพื่อไทยจึงดำเนินนโยบายจำนำข้าว ค่าแรง 300 บาท อัดฉีดการใช้จ่ายในประเทศ พร้อมกับวางแผนสร้างรถไฟความเร็วสูง ขายฝันไทยศูนย์กลางอาเซียน ถึงแม้ว่าการดำเนินนโยบายจะมีปัญหาเชิงประสิทธิภาพ แต่ทิศทางไม่ต่างกัน

รัฐบาลนี้ก็ต้องทำอย่างเดียวกัน เพียงแต่เปลี่ยนไปอัดเงินกู้กองทุนหมู่บ้าน และแจกตำบลละ 5 ล้าน (ซึ่งก็ต้องทำเป็นเอาหูไปนาเอาตาไปไร่กันบ้าง จะวางกฎระเบียบเคร่งครัด “ปราบโกง” เป็นไม้บรรทัดอยู่ไม่ไหว) ประเด็นสำคัญคือหลังจากมาตรการกระตุ้นเฉพาะหน้า ใน timing ทางการเมืองที่ คสช.ต้องยื้อเวลาอยู่ในอำนาจ มาตรการระยะยาวเช่น โครงสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ จะทำได้แค่ไหน การพัฒนาศักยภาพทางการแข่งขัน ยกระดับการศึกษา วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ฯลฯ จะปฏิรูปอย่างไร เรื่องพวกนี้ไม่ต้องเป็นกูรู ใครก็รู้

แต่สิ่งที่ผมเชื่อว่าสมคิดก็รู้ แค่ไม่พูดและพูดข้าม คือถึงจะลดพึ่งพาการส่งออก ก็ต้องพึ่งการลงทุนจากต่างชาติ ต้องยอมรับกติกาโลกาภิวัตน์ เพื่อให้ประเทศพัฒนาสู่ศูนย์กลางการค้าการคมนาคมและบริการของอาเซียน

ซึ่งก็คือต้องกลับสู่กติกาประชาธิปไตย มีการเลือกตั้ง จะหวังพึ่งรถไฟจีนที่ให้ไทยลงทุนเองด้วยเงินกู้ดอกเบี้ยสูง ไม่มีทางเป็นไปได้ มัวปลุกกระแสชาตินิยม ไม่เอาประชาธิปไตยฝรั่ง ไม่แยแสสิทธิมนุษยชน แล้วจะดึงต่างชาติมาตั้งบริษัทเป็นศูนย์กลางการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างไร

นี่ยังไม่พูดถึงปฏิรูปการศึกษาให้เด็ก “คิดเป็น” ภายใต้ค่านิยม 12 ประการ ปฏิรูประบบราชการให้มีประสิทธิภาพ ลดขนาดไม่ให้ใหญ่โตเทอะทะเปลืองงบประมาณ ซึ่งไม่มีทางทำได้ในการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย

สมคิดเป็นคนเก่ง ใครก็ยอมรับ แต่ข้อจำกัดของสมคิดคือการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งไม่ใช่แค่ “โลกล้อมไทย” แต่การเมืองภายในก็อาจไม่เป็นไปตามโรดแมป อาจไม่นิ่งตามที่คาดหวัง

น่าเสียดายที่สมคิดเอาตัวเองเข้าไปเป็นเดิมพัน แถมยังห้าวเป้งร่วมหัวจมท้าย ไม่สำเร็จก็พัง

 

                                                                                                                                ใบตองแห้ง