คัดสรรสุดยอด 6 หุ้นกลุ่มเหล็กนอนกอดกำไร Q1/59 ทะลัก!

เปิดโผสุดยอด 6 หุ้นกลุ่มเหล็ก นอนกอดกำไร Q1/59 อื้อซ่า หลังรายได้ทะลัก! รับเต็มอานิสงส์ราคาเหล็กโลกปรับตัวขึ้นทำสถิติใหม่นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน

เปิดโผสุดยอด 6 หุ้นกลุ่มเหล็ก นอนกอดกำไร Q1/59 อื้อซ่า หลังรายได้ทะลัก! รับเต็มอานิสงส์ราคาเหล็กโลกปรับตัวขึ้นทำสถิติใหม่นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน 

“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” ได้ทำการสำรวจผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไตรมาส 1/59 ในตลาดหลักทรัพย์ SET และ mai โดยใช้เกณฑ์คัดเลือกบจ.ในกลุ่มผู้ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับให้บริการจัดหาผลิตภัณฑ์เหล็ก หลังจากที่ประกาศผลการดำเนินงานแล้ว และเป็นบจ.ที่การซื้อขายมีสภาพคล่อง มีดังนี้ THE, BSBM, SAM, CHOW, MILL และ TMT

 

อันดับที่ 1 บริษัท เดอะ สตีล จำกัด (มหาชน) หรือ THE รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1/59 สิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค.59 (รวมบริษัทย่อย) มีกำไรสุทธิ 293.42 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.53 บาทต่อหุ้น เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีผลขาดทุนสุทธิ 96.38 ล้านบาท หรือขาดทุนสุทธิ 0.24 บาทต่อหุ้น

โดยผลการดำเนินงานในไตรมาสดังกล่าวพลิกกำไรเนื่องจาก รายได้รวมเพิ่มขึ้น 780.53 ล้านบาท เนื่องจากความต้องการเหล็กสูงมากทำให้ปริมาณการขายเพิ่มขึ้น ขณะที่ราคาโดยเฉลี่ยปรับตัวสูงขึ้นจากต้นทุนที่ซื้อเข้ามา

 

อันดับที่ 2 บริษัท บางสะพานบาร์มิล จำกัด (มหาชน) หรือ BSBM รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1/59 สิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค.59 (รวมบริษัทย่อย) มีกำไรสุทธิ 70.19 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.06 บาทต่อหุ้น เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีผลขาดทุนสุทธิ 43.07 ล้านบาท หรือขาดทุนสุทธิ 0.04 บาทต่อหุ้น

โดยผลการดำเนินงานในไตรมาสดังกล่าวพลิกกำไรเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณการขาย เนื่องจากสถานการณ์ราคาเหล็กโลกที่มีการปรับตัวสูงขึ้น

 

อันดับที่ 3 บริษัท สามชัย สตีล อินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ SAM รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1/59 สิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค.59 (รวมบริษัทย่อย) มีกำไรสุทธิ 77.82 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.07 บาทต่อหุ้น เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีผลขาดทุนสุทธิ 35.32 ล้านบาท หรือขาดทุนสุทธิ 0.03 บาทต่อหุ้น

โดยผลการดำเนินงานดังกล่าวที่พลิกกำไรเนื่องจากยอดขายเพิ่มขึ้น รวมทั้งราคาเหล็กปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง

 

อันดับที่ 4 บริษัท เชาว์ สตีล อินดัสทรี้ จำกัด (มหาชน) หรือ CHOW รายงานผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 1/2559 สิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค.59 (รวมบริษัทย่อย)มีกำไรสุทธิ 48.83 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.06 บาทต่อหุ้น เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 17.35 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.02 บาทต่อหุ้น

โดยผลการดำเนินงานที่มีกำไร เนื่องจากมีรายได้จากการจำหน่ายเหล็กเพิ่มขึ้น รวมถึงบริษัทย่อยรับรู้รายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าในต่างประเทศ

 

อันดับที่ 5 บริษัท มิลล์คอน สตีล จำกัด (มหาชน) หรือ MILL รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1/59 สิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค.59 (รวมบริษัทย่อย) มีกำไรสุทธิ 338.20 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.10 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 161% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 129.70 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.04 บาทต่อหุ้น

โดยผลการดำเนินงานในไตรมาสดังกล่าวที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากบริษัทมีรายได้จากการขายและการบริการ หลังราคาเหล็กมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นตามกลไกตลาดและแนวโน้มของราคาหล็กโลก

 

อันดับที่ 6 บริษัท ค้าเหล็กไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TMT รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1/59 สิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค.59 มีกำไรสุทธิ 279.19 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.64 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 299% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 69.90 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.16 บาทต่อหุ้น

โดยผลการดำเนินงานในไตรมาสดังกล่าวที่เพิ่มขึ้นเนื่องจาก บริษัทมีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น

 

ทั้งนี้ผลการดำเนินงานของหุ้นกลุ่มเหล็กส่วนใหญ่นั้นปรับตัวในทิศทางที่ดี จนถึงพลิกมีกำไร เนื่องจากราคาเหล็กตั้งแต่ต้นปีขยับขึ้นต่อเนื่อง เป็นผลจากปริมาณการผลิตเหล็กของผู้ประกอบการรายใหญ่ในประเทศลดลงเพราะมีปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน อีกทั้งการนำเข้าเหล็กแผ่นรีดร้อนจากบราซิล ตุรกี อิหร่าน ฯลฯ น้อยลง เพราะอยู่ระหว่างการไต่สวนอัตราค่าธรรมเนียมตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-dumping duty) และยังไม่สรุปอัตราการเรียกเก็บที่ชัดเจน จึงทำให้อุปทานในระบบลดลงไปอีกส่วนหนึ่ง ขณะที่ราคาเหล็กในต่างประเทศที่ปรับขึ้นช่วยหนุนด้วย

โดยราคาเหล็กรีดร้อนปรับตัวขึ้น 56% นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ล่าสุดวันที่ (17 พ.ค.) อยู่ที่ 570 USD/Ton

 

*ทั้งนี้ข้อมูลที่มีการนำเสนอข้างต้น เป็นเพียงข้อแนะนำจากข้อมูลพื้นฐานเพื่อประกอบการตัดสินใจของนักลงทุนเท่านั้น และมิได้เป็นการชี้นำ หรือเสนอแนะให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆ การตัดสินใจซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ของผู้อ่าน ไม่ว่าจะเกิดจากการอ่านบทความในเอกสารนี้หรือไม่ก็ตาม ล้วนเป็นผลจากการใช้วิจารณญาณของผู้อ่าน