KKPS แนะซื้อ KTC เป้าใหม่ 38 บาท ชูกำไรโต-ยอดใช้บัตรพุ่ง

บล.เกียรตินาคินภัทร (KKPS) แนะนำซื้อหุ้น KTC ปรับราคาเป้าหมายเป็น 38 บาท ชูจุดเด่นเติบโตยั่งยืนและคุณภาพสินทรัพย์ที่แข็งแกร่ง คาดการณ์กำไร Q2/69 แตะ 2.2 พันล้านบาท หนุนจากการรุกฐานลูกค้าระดับบนที่ดันยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเติบโต


นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKPS ระบุว่า ยังคงแนะนำซื้อหุ้น บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 38 บาท จากเดิมที่ 35 บาท สะท้อนถึงการปรับเพิ่มประมาณการกำไรและการเลื่อนฐานการประเมินมูลค่าไปเป็นปี 2570 โดยปัจจุบันมีผลตอบแทนที่นักลงทุนคาดหวังจากการลงทุน 9.2% เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 8.8%

โดยประเมินว่าการเติบโตของสินเชื่อรวมจะอยู่ที่ระดับประมาณ 1% ต่อปี ในช่วงปี 2569-2570 และจะขยับเพิ่มขึ้นเป็น 1.9% ในปี 2571 ขณะที่กำไรสุทธิในไตรมาส 2/2569 จะทำได้ถึง 2.2 พันล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน รับปัจจัยเชิงบวกจากหลายด้านทั้งต้นทุนทางการเงินที่ลดลง ยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรที่แข็งแกร่งยืดหยุ่น คุณภาพสินทรัพย์ที่ทรงตัว และอัตราภาษีที่กลับสู่ระดับปกติ

ทั้งนี้ ทางฝ่ายวิเคราะห์ได้ดำเนินการปรับปรุงประมาณการกำไรอย่างละเอียดเพื่อให้สอดรับกับยอดการใช้จ่ายที่เติบโตดีขึ้นและมุมมองต้นทุนสินเชื่อระยะกลางที่ลดลง

นอกจากนี้ KTC ยังคงสร้างผลงานด้านการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตได้โดดเด่นกว่าภาพรวมของอุตสาหกรรม แม้ว่าภาวะการบริโภคโดยรวมจะชะลอตัวลงก็ตาม ซึ่งสะท้อนมาจากการยกระดับโครงสร้างกลุ่มลูกค้าให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น โดยในปัจจุบันกลุ่มผู้ถือบัตรที่มีรายได้สูงซึ่งมีสัดส่วนราว 20% ของพอร์ตโฟลิโอ กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ยอดการใช้จ่ายสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมวดหมู่การประกันภัยซึ่งถือเป็นหมวดการใช้จ่ายที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท อีกทั้ง เมื่อผสานเข้ากับการจัดแคมเปญที่เจาะจงกลุ่มเป้าหมายและโปรแกรมความภักดีของลูกค้า (Loyalty program) จึงนำไปสู่การปรับเพิ่มคาดการณ์ยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเฉลี่ยขึ้นอีก 3% ต่อปี ในช่วงปี 2569-2571

ด้านกลยุทธ์การเติบโต ฝ่ายวิเคราะห์มองว่าช่องว่างที่กว้างขึ้นระหว่างการเติบโตของการใช้จ่ายและการเติบโตของลูกหนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการชำระหนี้คืนที่รวดเร็วยิ่งขึ้นของกลุ่มลูกค้าที่มีความมั่งคั่ง มากกว่าที่จะเป็นผลมาจากความต้องการสินเชื่อที่อ่อนแอลง ตอกย้ำถึงกลยุทธ์ของ KTC ที่มุ่งเน้น “คุณภาพมากกว่าปริมาณ” และยังสนับสนุนสมมติฐานด้านต้นทุนสินเชื่อ (Credit cost) ที่ลดลง

Back to top button