
BBLAM ปักธงดัน BKIND ทะลุ 500 ลบ. ขยายพอร์ตลุยหุ้นนอก-รุกหนัก ESG
บลจ.บัวหลวง (BBLAM) เดินหน้าขยายฐาน “กองทุนรวมคนไทยใจดี (BKIND)” หลังตลาดหุ้นไทยเริ่มฟื้นตัว ตั้งเป้าดัน AUM จากปัจจุบัน 318 ล้านบาท สู่ระดับกว่า 500 ล้านบาท หวังเพิ่มพลังเงินลงทุนเพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม พร้อมชูโมเดลแบ่ง 40% ของค่าธรรมเนียมการจัดการคืนสู่สังคม ขณะที่ “วิเชียร พงศธร” กลุ่มบริษัทพรีเมียร์ (PM) ย้ำ.การทำงานต้องวัดกันที่ Outcome ไม่ใช่แค่กิจกรรม และมองปัญหาสังคมเป็นเรื่องของทุกภาคส่วนร่วมกันแก้ไข
นายเสกสรร โตวิวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการหน่วยงานสื่อสารการตลาด บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน บัวหลวง จำกัด (BBLAM) เปิดเผยว่า ในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยอยู่ในภาวะซบเซา กระแสความสนใจและความต้องการลงทุนของนักลงทุนลดลง ส่งผลให้ขนาดกองทุนรวมคนไทยใจดี (BKIND) และเงินสนับสนุนโครงการเพื่อสังคมลดลงตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันตลาดหุ้นเริ่มฟื้นตัวและผ่านจุดต่ำสุดแล้ว จึงเป็นจังหวะที่เหมาะสมในการกลับมาสื่อสารและสร้างความเข้าใจเรื่อง ESG รวมถึงปัญหาสังคมให้กับนักลงทุนมากขึ้น โดย BBLAM ต้องการผลักดันให้กองทุนBKINDให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เนื่องจากยิ่งกองทุนเติบโต เม็ดเงินที่สามารถนำไปสนับสนุนการแก้ไขปัญหาสังคมก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
“ปัจจุบัน BKIND มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิประมาณ 318 ล้านบาท มองเป้าหมายผลักดันให้กองทุนมีขนาดเกิน 500 ล้านบาท เพื่อเพิ่มศักยภาพในการสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับสังคมในระยะยาว” นายเสกสรร กล่าว
สำหรับแนวทางการคัดเลือกโครงการเพื่อสังคม BKIND ใช้กลยุทธ์ 3 รูปแบบ หรือ 3 Pillars ได้แก่ Relief ซึ่งเป็นการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างเร่งด่วนและสามารถเห็นผลได้รวดเร็ว เช่น โครงการผ่าตัดปากแหว่งเพดานโหว่ของเด็ก, Leverage การนำเงินเข้าไปเสริมศักยภาพโมเดลที่ดีอยู่แล้วให้สามารถขยายผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น Food for Good ที่ไม่ได้มุ่งเพียงสนับสนุนค่าอาหาร แต่เข้าไปสร้างระบบโภชนาการ อบรมครู และจัดทำเมนูอาหารให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ และ Platform การสร้างระบบหรือโครงข่ายที่เปิดโอกาสให้โมเดลสามารถนำไปต่อยอดได้ในวงกว้างและมีความยั่งยืน เช่น โครงการครูนางฟ้า
นายเสกสรร กล่าวอีกว่า กลไกสำคัญของ BKIND คือการนำ 40% ของค่าธรรมเนียมการจัดการกองทุนมาบริจาคเพื่อสังคม โดยยกตัวอย่าง หากนักลงทุนลงทุน 10,000 บาท และมีค่าธรรมเนียม 1.5% จะเท่ากับ 150 บาท ซึ่ง 40% หรือ 60 บาท จะถูกนำไปสนับสนุนโครงการเพื่อสังคม แม้เงินจากนักลงทุนแต่ละรายอาจดูไม่มาก แต่เมื่อรวมกันในระดับกองทุนจะสามารถสร้างพลังและผลกระทบทางสังคมได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมมองว่าการลงทุนใน BKIND เปรียบเสมือนการทำ “ประกันชีวิตหรือประกันสุขภาพให้กับพอร์ตลงทุน” เพราะนอกจากมุ่งสร้างผลตอบแทนแล้ว ยังเป็นการส่งต่อประโยชน์ให้สังคมและคนรุ่นต่อไป
ด้านการบริหารพอร์ต BKIND ยังให้ความสำคัญกับการลงทุนตามแนวทาง ESG โดยเฉพาะ Governance หรือธรรมาภิบาล ซึ่งถือเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงของพอร์ตในระยะยาว เพราะบริษัทที่ประสบปัญหาหรือเกิดความเสียหายจำนวนมากมักมีต้นตอจากปัญหาด้านธรรมาภิบาล ขณะเดียวกัน กองทุนได้ปรับนโยบายให้สามารถกระจายการลงทุนไปยังต่างประเทศได้ เพื่อเพิ่มโอกาสและกระจายความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม การประเมิน ESG ในต่างประเทศมีความท้าทาย เนื่องจากต้องพิจารณาเชิงลึกมากกว่าตัวเลขในงบการเงิน รวมถึงต้องตรวจสอบข้อมูลและตั้งคำถามต่อการดำเนินธุรกิจในมุมมองของผู้บริโภคด้วย
ด้านนายวิเชียร พงศธร ประธานกลุ่มบริษัทพรีเมียร์ (PM) กล่าวว่า รู้สึกยินดีที่ได้ร่วมมือกับ BBLAM ผ่านกองทุนรวมคนไทยใจดีในการขับเคลื่อนงานด้านสังคมผ่านตลาดทุนมาอย่างต่อเนื่องถึง 12 ปี โดยสิ่งที่เห็นพัฒนาการอย่างชัดเจนคือวิธีคิดของคณะกรรมการกองทุนที่ให้ความสำคัญกับการติดตามและประเมินผลว่า เงินสนับสนุนที่ส่งไปยังองค์กรเพื่อสังคมสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงและทำให้องค์กรเหล่านั้นอยู่รอดและเดินหน้าต่อได้ด้วยตนเองหรือไม่ เพราะเป้าหมายไม่ได้อยู่ที่การสร้างเพียงกิจกรรมที่ดี หรือ Output แต่ต้องการ Outcome ที่เกิดประโยชน์ต่อผู้รับอย่างแท้จริง ทั้งเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม
ตัวอย่างโครงการครูนางฟ้า ซึ่งเกิดจากแนวคิดของแพทย์ในจังหวัดเพชรบูรณ์ที่ต้องรับมือกับเยาวชนคดียาเสพติดจำนวนมาก จึงเปลี่ยนแนวทางจากการตั้งรับมาเป็นการเข้าไปคัดกรองและดูแลเด็กกลุ่มเสี่ยงตั้งแต่ในโรงเรียน โดยให้ครูที่มีใจเข้ามาเป็นตัวกลางในการดูแลและช่วยเหลือ
นายวิเชียร กล่าวอีกว่า ปัญหาสังคมจำเป็นต้องมองในลักษณะ “ระบบนิเวศ” เนื่องจากปัญหาอย่างฝุ่น PM2.5 หรือเด็กหลุดจากระบบการศึกษาไม่ได้กระทบเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เชื่อมโยงไปถึงเศรษฐกิจและคนในสังคมทั้งหมด จึงจำเป็นต้องสร้าง “New Normal” ที่ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม เพราะแม้แต่รัฐบาลของประเทศพัฒนาแล้วก็ไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้เพียงลำพัง โดยภาคธุรกิจและภาคประชาชนต้องเข้ามาเสริมศักยภาพองค์กรตัวกลางที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
ขณะเดียวกัน BBLAM ยังเป็นหัวหอกในการชวนบริษัทจัดการกองทุนอีก 10 แห่งร่วมจัดตั้งกองทุนธรรมาภิบาล หรือ CG Fund เพื่อสนับสนุนการยกระดับธรรมาภิบาลผ่านกลไกตลาดทุน ซึ่งแตกต่างจาก BKIND ที่มุ่งเน้นประเด็นสังคมและสิ่งแวดล้อมที่หลากหลายกว่า

