สศค. เผยเศรษฐกิจ ก.ค. ชะลอตัว! ใช้จ่ายเอกชนลดกระทบโควิด-19 แม้ส่งออกยังฟื้นต่อเนื่อง

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผย ภาวะเศรษฐกิจเดือน ก.ค. ส่งสัญญาณชะลอลงสะท้อนตามการใช้จ่ายภาคเอกชนที่ลดลง อันเป็นผลจากโควิด-19 แต่ส่งออกยังโตต่อเนื่อง 5 เดือนติด หลังได้แรงหนุนจากสินค้าเกษตร และอาหาร รวมถึงสินค้าอุตสาหกรรมสำคัญ


นายวุฒิพงศ์ จิตตั้งสกุล โฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยรายงานภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือนกรกฎาคม 2564 พบว่า เศรษฐกิจไทยในเดือนกรกฎาคม 2564 ส่งสัญญาณชะลอตัวลงจากเดือนมิถุนายน สะท้อนจากการใช้จ่ายของภาคเอกชนที่มีสัญญาณชะลอตัวลง อันเป็นผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) อย่างไรก็ตามการส่งออกสินค้ายังคงขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน

โดยเครื่องชี้วัดทางเศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน มีสัญญาณชะลอลงจากเดือนก่อนหน้า โดยปริมาณจำหน่ายรถยนต์นั่งและปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ ในเดือนกรกฎาคม 2564 ลดลงที่ 9.80% และ 17.70% ต่อปีตามลำดับ และเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลลดลง 13.30% และ 16.00% ตามลำดับ สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ปรับตัวลดลงมาที่ระดับ 40.90 จากระดับ 43.10 ในเดือนมิถุนายน 2564 เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังไม่คลี่คลาย ซึ่งทำให้การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ระดับราคาคงที่ และรายได้เกษตรกรที่แท้จริงยังคงขยายตัวได้ที่ 22.90% และ 6.20% ต่อปี ตามลำดับ

ขณะที่เครื่องชี้วัดเศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณชะลอลงจากเดือนก่อนหน้า โดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณการจำหน่ายรถยนต์เชิงพาณิชย์ ในเดือนกรกฎาคม 2564 ลดลงที่ 12.40% ต่อปี และเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลลดลง 14.30% สำหรับการลงทุนในหมวดการก่อสร้าง สะท้อนจากปริมาณจำหน่ายปูนซีเมนต์ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 12.00% ต่อปี และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 10.20% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้การก่อสร้างชะลอตัวลง  สอดคล้องกับภาษีธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ลดลงที่ 11.60% ต่อปี และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 10.30% อย่างไรก็ดีปริมาณการนำเข้าสินค้าทุนยังขยายตัวได้ต่อเนื่องที่ 32.60% ต่อปี

ส่วนมูลค่าการส่งออกสินค้าขยายตัวต่อเนื่องจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า มูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนกรกฎาคม 2564 อยู่ที่ 22,650.83 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกันที่ 20.30% ต่อปี และหากพิจารณาเฉพาะมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย พบว่า ขยายตัว 25.40% ต่อปี

สำหรับสินค้าที่ขยายตัวได้ดี ได้แก่ (1) สินค้าเกษตรและอาหารขยายตัว 46.40% และ 22.00% ต่อปี โดยเฉพาะยางพารา ผักและผลไม้ และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ที่ขยายตัว 121.20%, 80.20% และ 62.00% ต่อปี ตามลำดับ และ (2) สินค้าอุตสาหกรรมสำคัญยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่อง อาทิ รถยนต์อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ น้ำมันสำเร็จรูป แผงวงจรไฟฟ้า ทั้งนี้เมื่อพิจารณามูลค่าการส่งออกสินค้า โดยจำแนกเป็นรายตลาดคู่ค้าหลักของไทย พบว่า การส่งออกไปยังตลาดคู่ค้าหลักของไทยปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องในเกือบทุกตลาด โดยเฉพาะการส่งออกไปตลาดหลัก ได้แก่ อินเดีย จีน และสหรัฐฯ ขยายตัวที่ 75.30%, 41.00% และ 22.30% ต่อปี ตามลำดับ

นอกจากนี้เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยด้านอุปทาน ส่งสัญญาณขยายตัวจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร และนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินเข้าประเทศไทยสูงสุดในรอบ 16 เดือน โดยภาคเกษตรยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่อง สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ในเดือนกรกฎาคม 2564 ขยายตัวที่ 6.50% ต่อปี และขยายตัวเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 1.90% จากการเพิ่มขึ้นของผลผลิตสำคัญ ได้แก่ ข้าวเปลือก ยางพารา มันสำปะหลัง และหมวดไม้ผล

ขณะที่บริการด้านการท่องเที่ยว พบว่า ในเดือนกรกฎาคม 2564 นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติประเภทพิเศษ (Special Tourist Visa: STV) นักท่องเที่ยวกลุ่มสิทธิพิเศษ (Thailand Privilege Card) และนักธุรกิจเดินทางเข้าประเทศไทย จำนวน 18,056 คน สูงสุดในรอบ 16 เดือน โดยส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวจากสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร อิสราเอล ฝรั่งเศส และเยอรมนี ซึ่งในจำนวนนี้เป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาตามโครงการ “ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์” จำนวน 14,055 คน สำหรับการท่องเที่ยวของชาวไทย จำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยในเดือนกรกฎาคม 2564 อยู่ที่ 869,248 คน ลดลงที่ 91.30% ต่อปี ซึ่งเป็นผลมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ยังไม่คลี่คลาย

สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม ในเดือนกรกฎาคม 2564 ยังคงขยายตัวได้ที่ 5.10% ต่อปี แต่ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 2.90% สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมที่ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 78.90 จากระดับ 80.70 ในเดือนมิถุนายน 2564 เนื่องจากผู้ประกอบการมีความกังวลต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่มีการระบาดเป็นคลัสเตอร์ในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคการผลิต ถึงกระนั้น ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกที่ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกันเสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 0.45% ต่อปี ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่อยู่ที่ 1.25% และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.14% ต่อปี ขณะที่สัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2564 อยู่ที่ 55.20% ต่อ GDP ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ส่วนเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2564 อยู่ในระดับสูงที่ 248 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

Back to top button