FSSIA วางเป้าดัชนีปีหน้า 1,767 จุด พ่วง 11 หุ้น “ท็อปพิก” โตแกร่ง

FSSIA แนะสะสม AOT, AAV, CPN, CPALL, SINGER, KTB, BBL, GULF, EA, GUNKUL และ ASIAN ชี้เติบโตแกร่ง พร้อมวางเป้าดัชนีปี 66 อยู่ที่ระดับ 1,767 จุด


นายสุวัฒน์ สินสาฎก กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน เอฟเอสเอส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด หรือ FSSIA ระบุว่า มีสามปัจจัยหลักที่จะช่วยผลักดันดัชนี SET ให้ปรับตัวสูงขึ้นในปี 2566 คือ 1) อัตราการเติบโตกำไรของบริษัทที่แข็งแรง และชัดเจน 2) รายได้ที่เข้มแข็งจากการท่องเที่ยว และ 3) ดาวน์ไซด์ที่จำกัดด้านเงินทุนต่างชาติไหลออก

สำหรับปี 2566 ทางฝ่ายวิเคราะห์มองว่ากำไรสุทธิของ SET Index จะเพิ่มขึ้น 12% จากงวดเดียวกันของปีก่อน จากการเติบโตด้านกำไรของกลุ่มที่ขับเคลื่อนในประเทศ เช่น การคมนาคม การท่องเที่ยว ธนาคาร และพาณิชย์ ซึ่งจะเป็นกลุ่มที่ตรงกันข้ามกับกลุ่มที่เล่นเป็นวัฏจักร เช่น พลังงาน และปิโตรเคมี ที่ทาง FSSIA มองว่าแนวโน้มการเติบโตกำไรจะลดลงในปีหน้าจากราคาที่ต่ำลง รวมถึงดีมานด์ที่หดตัวเนื่องจากมีความเป็นไปได้สูงที่สหรัฐจะเข้าสู่ภาวะถดถอย

ทั้งนี้ FSSIA มองเห็นถึงการเติบโตของกำไรในบริษัทจดทะเบียนของ SET Index อย่างชัดเจนในปี 2566 ผลักดันโดยการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างแข็งแกร่ง การใช้จ่ายของผู้อุปโภคบริโภคที่เพิ่มขึ้น และการส่งออกที่ยังเข้มแข็งอยู่จากสินค้าการเกษตร และยานยนต์

ส่วนกลุ่มการคมนาคม และการท่องเที่ยวจะเทิร์นอะราวด์อย่างชัดเจนจากแดนลบ ในขณะที่กลุ่มพาณิชย์จะเติบโต 28%, กลุ่มวัสดุก่อสร้าง เติบโต 27%, กลุ่ม F&B เติบโต 28% และกลุ่มธนาคาร เติบโต 10% สำหรับกลุ่มพลังงาน, สาธารณูปโภคและการบริการด้านสุขภาพจะอ่อนตัวลงในปีหน้า โดยคาดการณ์กำไรสุทธิของ SET Index ที่มองว่าจะเพิ่มขึ้น 12% จากงวดเดียวกันของปีก่อน ในปี 2566 นั้นสูงกว่าบลูมเบิร์กคอนเซนซัส อยู่ 2.1%

นอกจากนั้นแล้วประเทศไทยยังเป็นหนึ่งในท็อป 10 ประเทศของโลกที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวต่อจีดีพีที่สูง โดยของประเทศไทยอยู่ที่ระดับ 12% ของจีดีพีในปี 2561-2562 ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่จะเกิดการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยหลังจากนั้นรายได้จากการท่องเที่ยวร่วงลงมาอยู่ที่ระดับ 3% ของจีดีพีในปี 2563 หลังจากที่ทั่วโลกจำเป็นต้องล็อคดาวน์ และยกเลิกเที่ยวบินต่างประเทศเพื่อควบคุมการระบาด โดยทางฝ่ายวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจีดีพีในปี 2566 จะปรับตัวสูงขึ้นแตะ 4.3% จากการเติบโต 3% ในปี 2565

อย่างไรก็ดี FSSIA ให้มุมมอง Overweight ต่อตลาดหุ้นไทย และให้เป้าดัชนีปี 2566 ที่ 1,767 จุด และ EPS ของ SET Index ที่ 119.10 บาทต่อหุ้น โดยให้กลุ่มท็อปพิกเป็น การคมนาคม, การท่องเที่ยว, ธนาคาร และพาณิชย์ ซึ่งมองว่าราคายังอยู่ในระดับต่ำ และการเติบโตจะแข็งแกร่งในปี 2566 ซึ่งรวมถึงกลุ่ม Defensive อย่างพลังงานหมุนเวียนด้วยเช่นกันที่จะได้จากการประมูลโครงการใหม่ๆ ในไทย และเวียดนาม

ทั้งนี้ FSSIA แนะนำหุ้น AOT กำหนดราคาเป้าหมายไว้ที่ 85 บาท, AAV ราคาเป้าหมาย 3.40 บาท, CPN ราคาเป้าหมาย 85 บาท, CPALL ราคาเป้าหมาย 82 บาท, SINGER ราคาเป้าหมาย 59 บาท, KTB ราคาเป้าหมาย 20 บาท, BBL ราคาเป้าหมาย 170 บาท, GULF ราคาเป้าหมาย 60 บาท, EA ราคาเป้าหมาย 101 บาท, GUNKUL ราคาเป้าหมาย 6.60 บาท และ ASIAN ราคาเป้าหมาย 24.70 บาท

Back to top button