มูลค่าระดมทุน IPO “มะกัน” ลดฮวบ 93% เซ่นตลาดหุ้นผันผวน

ความผันผวนและความไม่แน่นอนในตลาดหุ้นสร้างผลกระทบใหญ่ต่อการตัดสินใจเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา และเป็นผลให้มูลค่าที่ได้จากการเสนอขายหุ้นให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก หรือ IPO ลดลงถึง 93% ในปีนี้


ลินน์ มาร์ติน ประธานตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก หรือ NYSE ให้สัมภาษณ์ผ่านการประชุม Reuters NEXT ว่า มีความไม่แน่นอนอยู่มาก และมีปัจจัยหลากหลายที่ส่งผลกระทบต่อตลาด

โดยตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กซึ่งมี Intercontinental Exchange Inc เป็นเจ้าของ เป็นตลาดแลกเปลี่ยนที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีบริษัทจดทะเบียนมากกว่า 2,400 บริษัท รวมทั้งเป็นพื้นที่สำหรับกองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยน หรือ ETFs มากกว่า 3,000 กองทุน

ทั้งนี้ ปี 2564 ที่ผ่านมาถือเป็นปีที่โดดเด่นสำหรับ IPO ในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก โดยหลัก ๆ แล้วเป็นการเติบโตจากบริษัทที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะ คือ การควบรวมกิจการ หรือ SPACs ซึ่งเป็นบริษัทที่ไม่มีการประกอบธุรกิจเป็นของตนเอง โดยมีวัตถุประสงค์การจัดตั้งขึ้นเพื่อระดมทุนจากผู้ลงทุน และนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยนำเงินระดมทุนไปซื้อกิจการอื่นที่ไม่ได้เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพื่อนำมาเป็นธุรกิจหลักของบริษัท SPACs

อย่างไรก็ตาม มาร์ตินกล่าวว่า เทรนด์ดังกล่าวเริ่มช้าลงอย่างมากท่ามกลางภาวะอัตราเงินเฟ้อที่สูง ผนวกกับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่ส่งผลลบต่อตลาดหุ้น รวมถึง SPACs ยังถูกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบด้วยเช่นกัน

มาร์ติน ยังกล่าวต่อว่า บริษัทที่ต้องการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ยังมีอีกมาก แต่เหตุผลที่ทำให้บริษัทเหล่านั้นยังไม่เข้ามาก็คือความผันผวนของตลาด ซึ่งบริษัทเหล่านั้นกลัวในสิ่งที่ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตลาด ทั้งวันเข้าซื้อขายวันแรก สัปดาห์ถัดไป หรือในอีกหลายเดือนข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม ประธานตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ กล่าวว่า ในขณะที่ตลาด IPO มีความผันผวน แต่ ETFs อาจทำสถิติใหม่อีกครั้งในปีนี้ โดยระบุว่าทางตลาดหลักทรัพย์ได้ตั้ง ETFs ไปแล้วราว 250 กองในปีนี้ และยังมีอีกหลายกองที่เตรียมจะเข้าตลาดในเดือนธันวาคมนี้

ทั้งนี้ ICE ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กรายงานผลประกอบการกำไรในไตรมาสสามที่เหนือความคาดหมายของตลาด โดยประกาศกำไรต่อหุ้นที่ $1.31 เมื่อเทียบกับกำไรต่อหุ้น $1.27 ที่ตลาดคาด แม้ว่าความวุ่นวาย และอ่อนตัวลงของตลาดจะส่งผลให้บริษัทใหม่ต้องเลื่อนวันจดทะเบียนออกไป แต่ยังได้ปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นอย่างมากในสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ จากการที่นักลงทุนเปลี่ยนพอร์ตการลงทุนเพื่อป้องกันความเสี่ยง

พร้อมกันนี้ในการสัมภาษณ์ มาร์ติน ยังแตะประเด็นเรื่อง แพลตฟอร์มคริปโทเคอร์เรนซี FTX โดยบอกว่า FTX ขาดคู่สัญญากลางสำหรับการจัดการการซื้อขาย ทำให้การล่มสลายของบริษัทค่อนข้างคลุมเครือ พร้อมกับกล่าวว่า สถานการณ์ของ FTX อาจเพิ่มความซับซ้อนมากขึ้นในตลาดคริปโทฯ

โดย คริปโทเคอร์เรนซี หรือ สกุลเงินดิจิทัลได้รับแรงกดดันอย่างมากในปีนี้ หลังจากการล้มละลายของผู้ให้กู้ และการแลกเปลี่ยนคริปโทฯ จำนวนมาก โดยรายใหญ่ที่สุดก็คือ FTX ที่ทิ้งให้เจ้าหนี้ราว 1 ล้านรายต้องเผชิญกับความสูญเสียมูลค่ารวมหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนั้นแล้ว มาร์ตินยังกล่าวว่า เธอสนับสนุนให้หน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ และจีนเข้าเจรจากันเพื่อหาหนทางเดินไปข้างหน้าเพื่อแก้ไขข้อขัดแย้งที่สหรัฐฯ เข้าตรวจสอบบัญชีของบริษัทจีนที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ โดยข้อตกลงที่เคยบรรลุร่วมกันทั้งสองฝ่ายในเดือนสิงหาคมส่งผลให้บริษัทจีนกว่า 200 แห่งไม่ต้องถูกถอดถอนออกจากตลาดหลักทรัพย์

มาร์ติน ระบุอีกว่า ตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ มีการพูดคุยกับบริษัทสัญชาติจีนหลายแห่งเพื่อให้เข้าจดทะเบียนที่สหรัฐฯ แต่ก็ยังมีบริษัทจำนวนมากในนั้นที่ไม่ผ่านเกณฑ์ของการเข้าจดทะเบียน ส่วนบริษัทที่ผ่านคุณสมบัตินั้นได้เดินหน้าการพูดคุยต่อกับตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ

Back to top button