SAMART ดัน SAV เทรด SET ไตรมาส 3 ชูจุดแข็ง “บริการวิทยุการบิน” รายเดียวในกัมพูชา

SAMART พร้อมดัน SAV เข้าเทรด SET ไตรมาส 3/66 หลังยื่นไฟลิ่งต่อก.ล.ต. เมื่อเม.ย.ที่ผ่านมา ชูจุดแข็งเป็น Wผู้ให้บริการวิทยุการบิน” รายเดียวในกัมพูชา มั่นใจธุรกิจมั่นคง ไร้คู่แข่ง รองรับอุตสาหกรรมกลับมาขยายตัว


นายธีระชัย พงศ์พนางาม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สามารถ เอวิเอชั่น โซลูชั่นส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SAV เปิดเผยว่า SAV เป็นบริษัทย่อยในกลุ่มสามารถ ได้เตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปีนี้ โดยได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญต่อคณะกรรมการกำกับและดูแลหลักทรัพย์ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา

โดย SAV มีทุนจดทะเบียน 320,000,000 บาท ชำระแล้ว 288,000,000 บาท เป็นบริษัท โฮลดิ้ง ซึ่งมีธุรกิจหลัก คือ การให้บริการด้านวิทยุการบินอย่างครบวงจร ผ่าน บริษัท แคมโบเดีย แอร์ ทราฟฟิค เซอร์วิส จำกัด (CATS) ซึ่ง “SAV”  ถือหุ้นใน CATS 100%  โดย CATS เป็นผู้ให้บริการเพียงรายเดียวที่ได้รับสัมปทานจากรัฐบาลกัมพูชาระยะเวลารวม 49 ปี (2545-2594)  ในการบริหารจัดการจราจรทางอากาศ ครอบคลุมเส้นทางบินทั้งหมดของน่านฟ้าประเทศกัมพูชา

ทั้งนี้ปัจจุบัน กัมพูชามีสนามบิน 6 แห่ง ได้แก่ สนามบินนานาชาติพนมเปญ สนามบินนานาชาติเสียมเรียบ สนามบินนานาชาติสีหนุ สนามบินพระตะบอง สนามบินเกาะกง และสนามบินสตึงเตรง โดยรายได้หลักของ CATS มาจากบริการควบคุมการจราจรทางอากาศ 3 ประเภท ได้แก่ 1.รายได้จากค่าบริการสำหรับเที่ยวบินที่บินขึ้น-ลงในประเทศ (Landing &Take-off : Domestic) 2.เที่ยวบินที่บินขึ้น-ลงระหว่างประเทศ (Landing & Take-off: International) 3. รายได้จากค่าบริการสำหรับเที่ยวบินที่บินผ่านเขตน่านฟ้ากัมพูชา (Overflight)

โดยในปี 2565 SAV มีรายได้รวม เท่ากับ 1,220 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากรายได้รวม 724 ล้านบาทในปีก่อนหน้าและ มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 199.5  ล้านบาท ทั้งนี้หลังจากผ่านพ้นวิกฤติสถานการณ์โควิด-19 มีการเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบ เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวทั้งในประเทศกัมพูชาและประเทศในภูมิภาคอาเซียนกลับมาเติบโต SAV มีผลการดำเนินงานที่กลับมาฟื้นตัวอย่างรวดเร็วและมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับ SAV มีจุดเด่นหลายประการ คือ 1.เป็นผู้ให้บริการด้านวิทยุการบินอย่างครบวงจร เพียงรายเดียวในกัมพูชา 2.มีรายได้ประจำทั้งจากทุกเที่ยวบินที่ขึ้น-ลงในประเทศกัมพูชา 3.มีรายได้ประจำจากทุกเที่ยวบินที่บินผ่านน่านฟ้ากัมพูชา โดยเฉพาะเที่ยวบินไปเวียดนามซึ่งเพิ่มขึ้นมากอย่างมีนัยยะจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การลงทุนและการท่องเที่ยวอย่างสูง 4.SAV มีระยะเวลาสัมปทานอีก 29 ปีและสามารถต่อระยะเวลาสัมปทานได้อีก 5. ธุรกิจวิทยุการบิน ลงทุนต่ำและให้ผลตอบแทนสูง และไม่มีคู่แข่ง 6. การขยายตัวทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของกัมพูชาและอาเซียนมีแนวโน้มเติบโตสูง

ด้านนายวัฒนชัย วิไลลักษณ์ รองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายพัฒนากลยุทธ์องค์กร และพัฒนาธุรกิจใหม่ บริษัท สามารถ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAMART เปิดเผยว่า กลุ่มสามารถ ได้ลงทุนในหลายกลุ่มธุรกิจมากกว่า 60 ปี โดยเริ่มลงทุนในธุรกิจด้านการบินที่ประเทศกัมพูชาตั้งแต่ปี 2545 และ SAV ( ซึ่งกลุ่มสามารถถือหุ้นในบริษัทฯ 100% โดย บริษัท สามารถ ยู-ทรานส์ จำกัด ถือหุ้น 66.67% และบริษัท สามารถ อินเตอร์ โฮลดิ้ง จำกัด ถือหุ้น 33.33%) เป็นบริษัทเดียวที่ได้รับสัมปทานด้านบริการวิทยุการบินครบวงจรในประเทศกัมพูชา โดยบริษัทลงทุนในเทคโนโลยีและอุปกรณ์ต่างๆ และ ตลอดระยะเวลา 21 ปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการขยายระยะเวลาสัมปทานต่อเนื่องถึง 3 ครั้ง และสัมปทานล่าสุดครอบคลุมถึงปี 2594 ทำให้ธุรกิจของ SAV มีเสถียรภาพอย่างสูง

เมื่อ SAV เข้าเทรดในตลาดหลักทรัพย์จะเป็น การ Unlock Value หรือ ปลดปล่อยศักยภาพและมูลค่าของกลุ่มสามารถ เนื่องจาก SAV เป็นบริษัทฯที่มีศักยภาพสูง อยู่ในอุตสาหกรรมการบินที่เติบโตสูงและต่อเนื่อง อีกทั้งมีผลการดำเนินงานที่ดี ธุรกิจมีความมั่นคงสูง มีความสามารถในการทำกำไรสูง และเป็นธุรกิจที่สามารถเติบโตได้อีกมาก เนื่องจากอุตสาหกรรมการบินในเอเชียมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากการขยายตัวของการลงทุนและการท่องเที่ยวในอาเซียน”

ส่วนนายประเสริฐ ตันตยาวิทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ที่ปรึกษา เอเซีย พลัส จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินของ SAV กล่าวว่า SAV ได้ยื่นคำขออนุญาตเสนอขายหุ้นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ โดยมีแผนจะเสนอขายหุ้นสามัญจำนวนไม่เกิน 224,000,000 หุ้น หรือไม่เกินร้อยละ 35 ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญของบริษัทฯ ในครั้งนี้

โดยแบ่งออกเป็น หุ้นสามัญเพิ่มทุน จำนวนไม่เกิน 64,000,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 10.00 ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วของบริษัทฯ และหุ้นสามัญเดิมและจัดสรรหุ้นส่วนเกิน จำนวนไม่เกินร้อยละ 30 ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วของบริษัทฯ โดยมูลค่าที่ตราไว้ เท่ากับ 0.50 บาทต่อหุ้น ซึ่งบริษัทมีวัตถุประสงค์ในการระดมทุนครั้งนี้เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน และเพื่อชำระคืนเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน รวมถึงเพื่อรองรับโอกาสในการเติบโตของธุรกิจ

นอกจากนี้ SAV ยังมีนโยบายจ่ายเงินปันผลสูงถึง 50% ของกำไรสุทธิ ซึ่งเมื่อบวกกับความสามารถในการทำกำไรและกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งแล้ว เชื่อว่า SAV จะเป็นหุ้นที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนที่สม่ำเสมอในระยะยาวอย่างแน่นอน

Back to top button