สนค. มองขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 2-16 บาท กระทบเงินเฟ้อ 0.13-0.25%

“พาณิชย์” เผยการปรับขึ้นอัตราค่าแรงขั้นต่ำ วันละ 2-16 บาท เฉลี่ย 2.37% ส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อเพียง 0.13-0.25% ชี้ภาวะเงินฝืด 2 เดือนไม่น่ากังวล พร้อมจับตาราคาสินค้า-บริการอย่างใกล้ชิด


นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่ากรณีหากมีการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งคณะกรรมการค่าจ้างขั้นต่ำได้มีมติเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2566 เห็นชอบให้ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มในอัตราวันละ 2-16 บาท ซึ่งเป็นอัตราเฉลี่ย 2.37% ส่งผลกระทบให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นไม่มากนักเพียง 0.13-0.25%

โดย สนค. วิเคราะห์ผลกระทบจากการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำต่ออัตราเงินเฟ้อ พบว่ากรณีหากมีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ย 345 บาทต่อวัน หรือเพิ่มขึ้น 2.37% จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นประมาณ 0.13-0.25% ซึ่งขึ้นอยู่กับการใช้แรงงานเป็นต้นทุนการผลิตของแต่ละอุตสาหกรรมและสินค้าที่มีต้นทุนด้านแรงงานสูง อีกทั้งมีความจำเป็นที่ต้องบริหารจัดการต้นทุนมากขึ้น

ขณะที่สินค้าที่มีการแข่งขันสูงนั้นการปรับขึ้นราคาสินค้าจะมีน้อย โดยผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการจะให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีลดต้นทุนด้านอื่นๆ แทน ดังนั้นการส่งผ่านไปยังเงินเฟ้ออาจจะน้อยกว่าที่คาดการณ์ และสำหรับสินค้าบริการที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบสูงสุด 5 อันดับแรก คือ กลุ่มอาหารสำเร็จรูป, ข้าว, การสื่อสาร, ผักสด และผลไม้สด เนื่องจากมีสัดส่วนน้ำหนักค่อนข้างสูงในการคำนวณอัตราเงินเฟ้อรวมถึงเกี่ยวข้องกับภาคการผลิตที่ใช้แรงงานค่อนข้างเข้มข้น

อีกทั้งในปี 2567 สนค. คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อจะชะลอตัวต่อเนื่องจากปี 2566 อยู่ระหว่าง (-0.3%)-1.7% (ค่ากลางอยู่ที่ 0.7%) โดยมีปัจจัยที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อลดลง อาทิ มาตรการลดค่าครองชีพของภาครัฐที่คาดว่าจะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง, แนวโน้มการปรับขึ้นราคาสินค้าสำคัญค่อนข้างจำกัด, เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัว และหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกดดันการบริโภคของประชาชนบางกลุ่ม

อย่างไรก็ดียังมีปัจจัยที่สนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับเพิ่มขึ้น อาทิ ราคาเนื้อสุกรที่คาดว่าจะกลับสู่ภาวะปกติมากขึ้น, ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากการปรับค่าแรง, อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง และเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องจากปี 66 รวมถึงมาตรการเพิ่มรายได้และกำลังซื้อ อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้อัตราเงินเฟ้อไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ อาทิ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ค่าเงินบาทที่ผันผวน และมาตรการภาครัฐที่ส่งผลต่อราคาอาจมีหลากหลายรูปแบบ

โดยนายพูนพงษ์ กล่าวว่าแม้เงินเฟ้อติดลบ 2 เดือนต่อเนื่องในเดือนตุลาคม และพฤศจิกายน 2566 อีกทั้งมีแนวโน้มติดลบในเดือนธันวาคม 2566 แต่ไม่ได้เป็นประเด็นที่น่ากังวลและไม่ได้เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจถดถอย เนื่องจากการลดลงของเงินเฟ้อเป็นผลจากมาตรการภาครัฐที่ทำให้สินค้าสำคัญในกลุ่มพลังงาน (น้ำมันเชื้อเพลิงและค่ากระแสไฟฟ้า) ปรับตัวลดลงประกอบกับอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากฐานที่สูงในปีก่อนหน้าเข้าสู่ระดับปกติขณะเดียวกัน หากพิจารณาจาก 3 เงื่อนไขของการเข้าสู่ภาวะเงินฝืด พบว่า เงินเฟ้อไทยยังไม่ตรงทั้ง 3 เงื่อนไข อาทิ

1.อัตราเงินเฟ้อติดลบเป็นเวลานานหรือประมาณ 1 ไตรมาส ซึ่งเงินเฟ้อไทยมีแนวโน้มติดลบ 1 ไตรมาส

2.อัตราเงินเฟ้อติดลบกระจายในหลายๆ หมวดสินค้าและบริการ พบว่าราคาสินค้าและบริการที่ลดลงมาจากมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของภาครัฐในสินค้ากลุ่มพลังงานและค่ากระแสไฟฟ้า

3.อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจติดลบ และอัตราการว่างงานมีแนวโน้มสูงขึ้น อีกทั้งเงื่อนไขข้อนี้ไม่สอดคล้องเช่นกัน เนื่องจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติคาดการณ์ตัวเลขทางเศรษฐกิจจะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2566 GDP ขยายตัว 2.5% และในปี 2567 ขยายตัว 2.7-3.7%

ขณะที่ด้านตลาดแรงงาน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่าปัจจุบันมีการฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนจากจำนวนผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมที่เพิ่มขึ้น แม้ว่าภาวะเงินเฟ้อติดลบอย่างต่อเนื่องของไทยจะไม่น่ากังวล อีกทั้งถือเป็นสัญญานบ่งชี้ว่าไทยกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อระดับต่ำจากปี 2565 อยู่ระดับสูงที่ 6.08% ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องปรับนโยบายการเงินและการคลังที่เหมาะสมกับแนวโน้มเงินเฟ้อระดับต่ำต่อไป

ขณะที่นายพูนพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่าการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำจะส่งผลให้อำนาจซื้อของแรงงานขั้นต่ำดีขึ้น และมีผลทำให้เงินเฟ้อในภาพรวมเพิ่มขึ้นเล็กน้อยถือว่าเป็นการปรับให้ทุกอย่างดีขึ้น

นอกจากนี้สำหรับความกังวลในเรื่องการปรับค่าจ้างจะส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการปรับตัวสูงขึ้นนั้นข้อเท็จจริงพบว่าการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำไม่ได้ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจในการดูแลราคาสินค้ารวมถึงบริการให้มีความเหมาะสมและเป็นธรรม พร้อมทั้งได้ติดตามราคาสินค้าและบริการอย่างต่อเนื่องและใกล้ชิด

Back to top button