NEO เทรดวันแรกคึก! ระดมทุนขยายกำลังผลิต โบรกชี้กำไร 3 ปีโตเฉลี่ย 12% เคาะเป้าสูง 54 บาท

จับตา NEO เทรดวันแรกคึก! ระดมทุนขยายกำลังผลิต โบรกฯประเมินมูลค่าเหมาะสม 52.5-54 บาท ชี้กำไร 3 ปีโตเฉลี่ย 12% ชูจุดแข็งส่วนแบ่งการตลาดสูง มุ่งสู่ผู้นำ FMCG แห่งนวัตกรรมของเอเชีย ยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้บริโภค


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (9 เม.ย. 67) บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) หรือ NEO ได้เข้าจดทะเบียนและทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) กลุ่มอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคและบริโภค หมวดของใช้ส่วนตัวและเวชภัณฑ์ ซึ่งใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า NEO

สำหรับหลักทรัพย์ NEO ประกอบธุรกิจทำการตลาด ผลิต และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้าอุปโภค ซึ่งประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ของใช้ในครัวเรือน ผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคลและผลิตภัณฑ์ของใช้สำหรับเด็ก ภายใต้แบรนด์ที่ประสบความความสำเร็จและได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคทั้งหมด 8 แบรนด์ อาทิ ไฟน์ไลน์ (Fineline), ดีนี่ (D-nee), บีไนซ์ (BeNice), เอเวอร์เซ้นส์ (Eversense), ทรอส (TROS), วีไวต์ (Vivite), สมาร์ท (Smart) และโทมิ (Tomi) โดยบริษัทมุ่งมั่นพัฒนาและนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพหลากหลายในราคาที่เหมาะสมเข้าใจความต้องการของผู้บริโภค

ทั้งนี้ บริษัทมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วหลัง IPO จำนวน 300 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท ซึ่งเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนเป็นครั้งแรกจำนวน 87.50 ล้านหุ้น ประกอบด้วยหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 78 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเดิมของ บริษัท เอฟเอ็นเอส โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ FNS จำนวน 9.50 ล้านหุ้น

โดยมีการเสนอขายต่อกรรมการผู้บริหารและพนักงานของบริษัท, บริษัทย่อย, ผู้มีอุปการคุณของบริษัท, นักลงทุนสถาบันและบุคคลตามดุลยพินิจของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ในราคาหุ้นละ 39 บาท คิดเป็นมูลค่าระดมทุน 3,042 ล้านบาท พร้อมทั้งมีมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO ที่ 11,700 ล้านบาท โดยมีบริษัท หลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่าย รวมทั้งรับประกันการจัดจำหน่ายหุ้นสามัญ

นายสุทธิเดช ถกลศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร NEO กล่าวว่า มีความมุ่งมั่นที่จะเป็นบริษัท FMCG (Fast-moving consumer goods) แห่งนวัตกรรมของเอเชียที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้บริโภคด้วยองค์ความรู้ และประสบการณ์ที่สะสมมากว่า 30 ปี ผ่านกลยุทธ์ในการทำการตลาด และการวิจัยและพัฒนาทำให้บริษัทสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค และสร้างความแข็งแกร่งให้แก่แบรนด์

โดยการเข้าจดทะเบียนครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและการเติบโตในอนาคต ซึ่งบริษัทมีแผนที่จะนำเงินระดมทุนส่วนใหญ่ไปขยายกำลังการผลิตสินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ในครัวเรือน รวมถึงขยายคลังวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ หรือแม้แต่ระบบบริหารจัดการคลัง เพื่อรองรับแผนการเติบโตทางธุรกิจของบริษัทในอนาคต

ทั้งนี้ บริษัทมีผู้ถือหุ้นใหญ่หลัง IPO คือ กลุ่มครอบครัวนายสุทธิเดช ถือหุ้นรวม 65.30% และบริษัท ฟินันซ่า ฟันด์ แมนเนจเม้นท์ จำกัด ถือหุ้นรวม 6.30% โดยบริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิจากงบประมาณการเงินเฉพาะกิจการหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคลและการจัดสรรทุนสำรองตามกฎหมายและข้อบังคับของบริษัทฯ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงาน, ฐานะทางการเงิน, แผนการขยายธุรกิจ และปัจจัยอื่นๆ ที่เห็นสมควร

“การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นก้าวสำคัญในการเพิ่มความแข็งแกร่งด้านฐานะทางการเงิน เพื่อรองรับแผนการลงทุนในเทคโนโลยีการผลิตสำหรับการขยายกำลังการผลิตและยกระดับประสิทธิภาพกระบวนการผลิตให้ดียิ่งขึ้น ตลอดจนการขยายคลังวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ให้มีความทันสมัย รวมถึงการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมใหม่ที่มีคุณภาพ มีเอกลักษณ์โดดเด่นเทียบเท่าระดับสากล เพื่อมุ่งขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้วิสัยทัศน์ “มุ่งมั่นที่จะเป็นบริษัท FMCG แห่งนวัตกรรมของเอเชีย ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้บริโภค” โดยบริษัทได้วางกรอบการลงทุนและขยายธุรกิจตามวิสัยทัศน์และพันธกิจ 4 ปี (2567-2570) อยู่ที่ประมาณ 6,530 ล้านบาท” นายสุทธิเดช กล่าวเพิ่ม

บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ถึงมุมมองว่า NEO มีจุดแข็งและการเติบโตมาจาก 1) การเป็นผู้นำในหลายผลิตภัณฑ์ ที่มีการเติบโตที่สูงกว่าตลาด และเป็นเจ้าตลาด อาทิ กลุ่มผลิตภัณฑ์ซักผ้าเด็ก (มีส่วนแบ่งทางการตลาดถึง 70%) และผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่มเด็ก (มีส่วนแบ่งทางการตลาดมากถึง 79%) และผลิตภัณฑ์ล้างภาชนะสำหรับเด็ก (ส่วนแบ่งทางการตลาด 54%) 2) การเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการผู้บริโภคและการขยายเข้าสู่ลูกค้าใหม่ๆ เช่น premium mass, premium มากยิ่งขึ้น 3) ช่องทางจำหน่ายครอบคลุม และมีโอกาสในการเติบโตต่างประเทศ จากปัจจุบันสัดส่วน 12% และ 4) บริษัทมีแผนขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น

โดยมีการคาดการณ์ผลประกอบการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 12% ต่อปีระหว่างปี 2567-2570 จากการประเมินว่า รายได้จะเติบโตเฉลี่ย 12% ต่อปี จากการเติบโตของตลาดสินค้าในแต่ละกลุ่ม การออกสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่องและการตลาดส่งเสริมการขาย ที่ทำให้ฝ่ายนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ายอดขายของบริษัทจะเติบโตและเพิ่มส่วนแบ่งตลาดมากยิ่งขึ้น รวมถึงเป็นผลจากการบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายที่ดีขึ้น

ทั้งนี้ ฝ่ายนักวิเคราะห์ประเมินมูลค่าเหมาะสมสำหรับบริษัท NEO ที่ 54 บาท เนื่องจากการคาดการณ์ผลประกอบการที่เติบโตที่ 8% ในปี 2567 และจะเติบโต 7% ในปี 2568 เมื่อเทียบกับคู่เทียบในตลาดที่ยังคาดการณ์ว่าบริษัทจะเติบโตเลข 2 หลัก

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด วิเคราะห์ว่า แม้ธุรกิจ FMCG จะมีการแข่งขันสูงและไม่ใช่ตลาดที่มีการเติบโตได้สูง แต่ บริษัทมีความสามารถในการเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดได้ดีทำให้สามารถเติบโตสูงกว่าอุตสาหกรรมได้ในปีที่ผ่านมา โดยบริษัทมีแบรนด์ในมือที่แข็งแกร่งเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค

สำหรับ NEO มีจุดเด่นด้านอุตสาหกรรมคือมีการซื้อช้ำที่สูงและหมุนเร็วอีกทั้งยังมีโอกาสในการเติบโตตลอดเวลา หากนำเสนอสินค้าที่โดดเด่น ตรงใจและมีการตลาดที่ดึงดูดผู้บริโภค ขณะที่เทรนด์การเติบโตของผลิตภัณฑ์ซักผ้าชนิดน้ำเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อทดแทนชนิดผงและครีมอาบน้ำเพื่อทดแทนสบู่ก้อนเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนการเติบโต

นอกจากนี้ ยังประเมินกำไรสุทธิของบริษัทจะเติบโตเป็น 905,972 ในปี 2567 และเพิ่มขึ้นเป็น 1,115 ล้านบาท ในปี 2569 ซึ่งได้รับแรงหนุนจาก 1) แนวโน้มการบริโภคของผลิตภัณฑ์ซักผ้าและอาบน้ำชนิดน้ำที่เพิ่มขึ้นมาทดแทนชนิดผงและสบู่ก้อน 2)การขยายกำลังการผลิตกว่า 77% ในช่วง 4 ปีข้างหน้า 3) มีโอกาสการเติบโตในต่างประเทศ 4) การลงทุนเพื่อขยาย (Leverage) แบรนด์ไปสู่สินค้า Premium มากขึ้น และ 5) โอกาสในอนาคตในการการออกแบรนด์สินค้าใหม่ๆเพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าใหม่ เช่น สินค้าสำหรับแบรนด์ D-nee

ทั้งนี้ ฝ่ายนักวิเคราะห์ประเมินมูลค่ากิจการ NEO ที่ 15,750 ล้านบาท หรือ 52.50 บาทบนกำไรต่อหุ้น (EPS) ของปี 2567 ที่ 3.00 บาท/หุ้น

Back to top button