
FPI เร่งสร้างโรงงานซาอุฯ รับออเดอร์ส่งออก ตั้งเป้าผลิตปีแรก 5 หมื่นคัน
FPI วางแผนเพิ่มสัดส่วนการผลิตเพื่อการส่งออก โดยเฉพาะงาน TOYOTA เพื่อหนุนกำไรธุรกิจในอินเดีย พร้อมเร่งก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ในซาอุดีอาระเบีย คาดเริ่มการผลิตในช่วงเดือนกันยายน ตั้งเป้ากำลังผลิตปีแรก 50,000 คัน
นายสมพล ธนาดำรงศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟอร์จูน พาร์ท อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) หรือ FPI เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนเพิ่มสัดส่วนการผลิตเพื่อการส่งออก โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับ TOYOTA เพื่อให้ได้ราคาที่เหมาะสมและอัตรากำไรที่ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการปรับตัวของอัตรากำไรขั้นต้นในธุรกิจอินเดียในระยะต่อไป พร้อมคัดเลือกซัพพลายเออร์ที่มีศักยภาพด้านคุณภาพ โดยปัจจุบัน FPI เป็นหนึ่งในซัพพลายเออร์ที่สามารถผลิตอุปกรณ์เสริมสำหรับการส่งออกได้ตามมาตรฐานที่กำหนด
สำหรับฐานการดำเนินงาน บริษัทมีทั้งในประเทศไทยและอินเดีย และอยู่ระหว่างขยายการลงทุนไปยังซาอุดีอาระเบีย โดยได้รับใบอนุญาตแล้วตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ขณะนี้อยู่ระหว่างการทำสัญญาก่อสร้างโรงงาน แม้ว่าการก่อสร้างจะล่าช้าเล็กน้อยจากปัญหาการปรับระดับพื้นที่ แต่ปัญหาดังกล่าวได้ดำเนินการแล้วเสร็จ และคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างอย่างเป็นทางการในเร็ว ๆ นี้ ใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 8 เดือน
โรงงานดังกล่าวรองรับการผลิตทั้งเพื่อจำหน่ายในประเทศและเพื่อส่งออก โดยเฉพาะชิ้นส่วนสำหรับกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ซึ่งมีกำหนดเริ่มประกอบรถยนต์โมเดลใหม่ในเดือนกันยายนนี้ คาดว่าปีแรกจะผลิตได้ราว 50,000 คัน ช่วยเพิ่มปริมาณการผลิตและรายได้อย่างมีนัยสำคัญ
ขณะที่ในประเทศไทย บริษัทยังคงได้รับคำสั่งผลิตจาก TOYOTA อย่างต่อเนื่อง โดยมีกำลังการผลิตประมาณ 200,000 คันต่อปี ส่วนการผลิตในอินเดียอยู่ที่ราว 4 ล้านคันต่อปี โดยเกือบ 2 ล้านคันจัดส่งให้ SUZUKI ส่วนที่เหลือให้ลูกค้ารายอื่น ๆ ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา บริษัทปรับกลยุทธ์รับงานใหม่และเริ่มส่งออกตั้งแต่เดือนกันยายน ส่งผลให้เริ่มมีกำไรในไตรมาส 3 เป็นต้นไป โดยเฉพาะงานที่ส่งให้ TOYOTA ซึ่งมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงกว่างานอื่น ขณะนี้สัดส่วนการส่งมอบ TOYOTA อยู่ราว 55–60% และ SUZUKI ราว 40%
ส่วนรายได้ในปีที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากความผันผวนของค่าเงินประมาณ 10% หรือราว 300 ล้านบาท แม้บางส่วนปิดยอดตามแผน แต่ตัวเลขรวมยังไม่ถึงเป้าหมาย 3,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาการเติบโตที่เกิดขึ้นจริง พบว่าบริษัทเติบโตราว 3–5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวของปีก่อน สำหรับตลาดอินเดีย คาดการณ์รายได้เติบโตไม่ต่ำกว่า 50–60% จากปีก่อนอยู่ราว 300–500 ล้านบาท เป็น 800–900 ล้านบาทในปีนี้ ขณะที่ตลาดไทยอยู่ในระดับสูงสุดและคาดเติบโตเพียง 5–10%
นายสมพล กล่าวอีกว่า การลงทุนในต่างประเทศช่วยรักษามูลค่าการลงทุนได้ดีขึ้นและรองรับออเดอร์อย่างต่อเนื่อง ส่วนการลงทุนในไทยจะกลับมาดำเนินการเมื่อผลตอบแทนจากตลาดต่างประเทศพร้อมแล้ว โดยคาดว่าจะคืนทุนใน 3 ปี ก่อนขยายลงทุนในไทยต่อ
สำหรับสัดส่วนยอดขาย ตลาดหลักยังอยู่ในเอเชีย โดยเฉพาะประเทศไทยและตะวันออกกลาง รองลงมาคือแอฟริกาและอเมริกาใต้ ขณะที่ยุโรป ออสเตรเลีย และพื้นที่อื่น ๆ มีสัดส่วนยอดขายใกล้เคียงกันที่ 16–18%

