พรีวิวงบ 7 แบงก์ กำไรรวมปี 68 โต 7% แตะ 2.3 แสนลบ. ลุ้น KTB–SCB แกร่งสุด

บล.เคจีไอ ประเมินผลประกอบการกลุ่มธนาคารยังแข็งแกร่ง โดยคาดกำไรสุทธิรวม 7 ธนาคารในไตรมาส 4/2568 แตะระดับ 5.32 หมื่นล้านบาท เติบโต 3.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน หนุนภาพรวมกำไรทั้งปี 2568 ขยายตัว 7.1% สู่ระดับ 2.3 แสนล้านบาท พร้อมชู KTB–SCB เป็นผู้นำการเติบโต และแนะนำ KTB กับ KBANK เป็นหุ้นเด่น รับอานิสงส์ทิศทางดอกเบี้ยขาลง


“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” ได้ทำการรวบรวมข้อมูลประมาณการของผลประกอบการของ 7 ธนาคารพาณิชย์ สำหรับงวดไตรมาส 4 ปี 2568 และงบปี 2568 ประกอบด้วย ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB, ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL, ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK, ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB,

ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP, ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB และบริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO

ทั้งนี้ คาดว่าธนาคารพาณิชย์ทั้ง 7 แห่งจะมีกำไรรวมในไตรมาส 4/2568 อยู่ที่ 5.32 หมื่นล้านบาท และกำไรปี 68 อยู่ที่ 2.30 แสนล้านบาท โดยรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถอ้างอิงตามตารางด้านล่างดังนี้

บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KGI คาดการณ์กำไรสุทธิรวมของธนาคาร 7 แห่งในงวดไตรมาส 4/2568 จะอยู่ที่ประมาณ 5.32 หมื่นล้านบาท ลดลง 14.4% จากไตรมาสก่อนหน้า  อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ยังคงขยายตัว 3.2% และส่งผลให้ภาพรวมกำไรสุทธิทั้งปี 2568 เติบโต 7.1% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน

โดยสาเหตุหลักที่ทำให้กำไรในไตรมาส 4/2568 ชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2568 เกิดจากฐานกำไรจากเงินลงทุน (FVTPL) ที่อยู่ระดับสูงมากในไตรมาสก่อนหน้าของทุกธนาคาร ขณะที่ส่วนต่างดอกเบี้ย (NIM) ของธนาคารใหญ่คาดว่าจะทรงตัว แต่จะเห็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นในกลุ่มธนาคารเช่าซื้ออย่าง บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO และ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP ด้านรายได้ค่าธรรมเนียมมีสัญญาณฟื้นตัวจากการบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) และค่าธรรมเนียมกองทุน

โดยในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี 2568 พบว่ากลุ่มธนาคารหันมาเน้นการปล่อยสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่มากขึ้น สอดคล้องกับการฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชน สวนทางกับสินเชื่อรายย่อยที่ยังคงมีความอ่อนแอ

ทั้งนี้ คาดว่าภาพรวมการปล่อยสินเชื่อทั้งปี 2568 จะหดตัวลงราว 4-5% โดย ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB และ KKP มีแนวโน้มลดลงมากที่สุดที่ 7% ขณะที่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL และ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB คาดลดลง 5% ส่วน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK และ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB ลดลง 3% อย่างไรก็ตาม ธนาคารได้หันไปเพิ่มน้ำหนักในพอร์ตตราสารหนี้อย่างแข็งแกร่ง โดยมีการเติบโตเพิ่มขึ้นกว่า 25% ตลอดทั้งปีเพื่อบริหารสภาพคล่อง

ในส่วนของคุณภาพสินทรัพย์คาดว่าจะยังทรงตัว โดยมีประเด็นสำคัญคือค่าใช้จ่ายสำรองฯ (Credit Cost) ของ KTB และ BBL มีแนวโน้มลดลงในไตรมาส 4/2568 เนื่องจากการตั้งสำรองอย่างระมัดระวังและเสริมส่วนรองรับหนี้เสียไปมากแล้วในช่วง 9 เดือนแรกของปี จนทำให้สัดส่วน NPL Coverage เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ธนาคารอื่นอย่าง SCB และ TTB คาดว่า Credit Cost จะทรงตัวในระดับเดิม

อย่างไรก็ดี บล.เคจีไอ ระบุว่าแม้แนวโน้มดอกเบี้ยขาลงจะเป็นปัจจัยกดดันการเติบโตของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) ในปี 2568-2569 แต่เชื่อว่าการยกเครื่องโครงสร้างต้นทุนและรายได้ค่าธรรมเนียมจาก Wealth Management จะเข้ามาช่วยรักษาสมดุลได้ โดยแนะหุ้นเด่น (Top Picks) ได้แก่ หุ้น KBANK เหมาะสำหรับเก็งกำไรในธีมการฟื้นตัวของรายได้ค่าธรรมเนียมและการปรับปรุงโครงสร้างต้นทุน และหุ้น KTB โดดเด่นในแง่ Credit Cost ที่ลดลง และโครงสร้างสินเชื่อส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำ

Back to top button