
เปิดคำพิพากษา 5 คดี ฟ้อง 4 กสทช. เข้าข่ายฟ้องปิดปากหรือไม่?
ศาลยกฟ้อง 5 คดีรวด! เจาะลึกรอยร้าว กสทช. เมื่อ 'การรักษาสิทธิทางศาล' ถูกตั้งคำถามถึง 'ภาระ' ในการปฏิบัติหน้าที่สาธารณะ... ท้ายที่สุดแล้ว ศึกนี้ใครคือผู้เสียประโยชน์ที่แท้จริง?
ความขัดแย้งภายใน คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ในยุคปัจจุบัน อาจถูกมองผิวเผินว่าเป็น “ศึกใน” หรือความไม่ลงรอยส่วนบุคคลของกรรมการ แต่เมื่อถอดรหัสจากคำพิพากษาศาลทั้ง 5 คดีที่ตัดสินแล้ว จะพบจุดร่วมสำคัญคือ ทุกคดีมีรากเหง้ามาจากปมเดียวกันอำนาจในการแต่งตั้งและเปลี่ยนตัวรักษาการเลขาธิการ กสทช.
โดย ศาสตราจารย์คลินิก นพ. สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. และนาย ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการเลขาธิการ กสทช. ซึ่งเห็นว่าเป็นอำนาจประธาน ขณะที่กรรมการ 4 คน ได้แก่ พล.อ.ท. ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ ศ.กิตติคุณ พิรงรอง รามสูต รศ. ศุภัช ศุภชลาศัย และ รศ. สมภพ ภูริวิกรังพงศ์ เห็นว่าเป็นอำนาจของบอร์ดทั้งคณะ
ผลคำพิพากษาใน 5 คดี ทั้งคดีอาญา คดีแพ่ง และคดีปกครอง ลงเอยในทิศทางเดียวกัน คือ “ยกฟ้อง” ทั้งหมด ศาลวินิจฉัยสอดคล้องกันว่า การลงมติของกรรมการเสียงข้างมากเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ สุจริต และไม่ปรากฏเจตนากลั่นแกล้งหรือมุ่งให้เกิดความเสียหายโดยเฉพาะเจาะจง แม้ฝ่ายผู้ฟ้องบางคดีจะยื่นอุทธรณ์ แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏชัดคือ ศาลชั้นต้นมิได้เห็นว่าการกระทำของ 4 กรรมการเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “ใครมีอำนาจแต่งตั้ง” หากแต่คือ “การฟ้องซ้ำซ้อนหลายศาลในประเด็นเดียวกันนี้ ท้ายที่สุดแล้วสังคมและองค์กรได้ประโยชน์อะไร”
เมื่อพิจารณาองค์ประกอบของคดีที่มีลักษณะคล้ายกัน คือ เกิดจากการใช้ดุลพินิจในที่ประชุมบอร์ด ศาลวินิจฉัยว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ และมีการเรียกค่าเสียหายจำนวนสูงหลายสิบล้านบาท
ลักษณะการฟ้องคดีที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้แวดวงกฎหมายและสังคมอดตั้งคำถามไม่ได้ถึงผลกระทบที่คล้ายคลึงกับปรากฏการณ์ SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Participation) หรือการที่กระบวนการทางศาลกลายมาเป็นภาระและแรงกดดัน ซึ่งอาจส่งผลต่อการยับยั้งการปฏิบัติหน้าที่ในประเด็นสาธารณะโดยปริยาย
หากการลงมติของกรรมการเป็นการทำหน้าที่ตามกฎหมาย แต่กลับต้องเผชิญคดีอาญา แพ่ง และปกครองต่อเนื่องหลายคดี ย่อมส่งผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อความเป็นอิสระขององค์กรกำกับดูแล เพราะกรรมการอาจต้องชั่งน้ำหนักระหว่าง “การตัดสินใจเพื่อประโยชน์สาธารณะ” กับ “ความเสี่ยงถูกฟ้องส่วนตัว”
ประเด็นนี้ยิ่งมีนัยสำคัญ เมื่อข้อพิพาททั้งหมดผูกโยงกับการสรรหาเลขาธิการ กสทช. ซึ่งตำแหน่งดังกล่าวมีบทบาทกำหนดทิศทางการบริหารองค์กร หากกระบวนการสรรหาต้องยืดเยื้อยาวนาน หรือเกิดภาวะสุญญากาศในการบริหารงาน คำถามจึงย้อนกลับมาที่ระบบธรรมาภิบาลขององค์กรกำกับดูแลกิจการสื่อสารของประเทศ
ที่สุดแล้ว ประเด็นอาจไม่ใช่เรื่อง “ศึกใน” หากแต่เป็นบททดสอบว่า กลไกตรวจสอบถ่วงดุลภายในองค์กรอิสระจะดำรงอยู่ได้เพียงใด เมื่อการใช้สิทธิทางศาลกลายเป็นเครื่องมือในความขัดแย้งเชิงอำนาจ และหากสังคมไม่ตั้งคำถามอย่างจริงจัง ผู้ที่เสียประโยชน์อาจไม่ใช่เพียงกรรมการ 4 คน หากแต่คือความเชื่อมั่นต่อระบบกำกับดูแลกิจการสื่อสารทั้งระบบ

