MEDEZE ร่วมงาน “มหกรรม อย. EXPO 2026” โชว์ศักยภาพ ATMP Sandbox ครบวงจร

MEDEZE เข้าร่วมงาน “มหกรรม อย. EXPO 2026” ตอกย้ำความพร้อมด้านการแพทย์ขั้นสูง นำเสนอศักยภาพ ATMP Sandbox ครบวงจร ตั้งแต่งานวิจัย การผลิต จนถึงการทดลองทางคลินิก ภายใต้กรอบมาตรฐานและความปลอดภัยระดับสากล


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการแพทย์ขั้นสูง โดยเฉพาะการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาเพื่อการบำบัดรักษาขั้นสูง (Advanced Therapy Medicinal Products: ATMPs) ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพสูง ทั้งในมิติการยกระดับการดูแลสุขภาพของประชาชน และการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้แสดงบทบาทเชิงรุกในการสนับสนุนและพัฒนาระบบนิเวศของ ATMPs อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการจัดงาน “มหกรรม อย. EXPO 2026” ภายใต้แนวคิด “From Local to Global: Pathway to Global Wellness” เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์สุขภาพของไทยสู่มาตรฐานสากล

โดยการจัดงานดังกล่าวมีเป้าหมายเปิดพื้นที่ให้ภาคธุรกิจ ภาคนวัตกรรม และผู้บริโภค ได้เชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และโอกาสทางการตลาดไว้ในเวทีเดียว พร้อมทำหน้าที่เป็นเวทีกลางในการบูรณาการนวัตกรรม มาตรฐานกำกับดูแล และความปลอดภัยทางการแพทย์ ตลอดจนผลักดันการจัดตั้ง ATMPs Sandbox สำหรับการทดลองทางคลินิกที่สำคัญภายในประเทศอย่างเป็นระบบ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประธานในพิธี ได้กล่าวถึงทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมการแพทย์ขั้นสูงของประเทศไทยว่า อาหารและยาเป็นปัจจัยพื้นฐานของความมั่นคงของมนุษย์และความมั่นคงของชาติ จากบทเรียนของวิกฤตที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการแพร่ระบาดของโรคอุบัติใหม่ ภาวะโลกร้อน หรือความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ล้วนสะท้อนให้เห็นว่าประเทศที่สามารถพึ่งพาตนเองด้านอาหารและยาได้ จะมีศักยภาพในการรับมือกับวิกฤตและพัฒนาได้อย่างยั่งยืนมากกว่า

นายอนุทิน ระบุอีกว่า ประเทศไทยมีความได้เปรียบด้านความมั่นคงทางอาหาร มีภาคเกษตรกรรมที่เข้มแข็ง รวมถึงศักยภาพด้านทรัพยากรธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ และภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงในระยะยาว ประเทศไทยจึงควรก้าวจากการเป็นเพียงผู้ส่งออกสินค้าอาหารและยา ไปสู่การเป็นพันธมิตรและศูนย์กลางด้านความมั่นคงทางอาหารของโลก ผ่านการยกระดับกระบวนการแปรรูป การสร้างนวัตกรรม และการสร้างแบรนด์ที่สะท้อนคุณภาพและความปลอดภัยตลอดห่วงโซ่การผลิต ขณะเดียวกัน สมุนไพรและผลิตภัณฑ์สุขภาพของไทยยังเป็นจุดแข็งสำคัญที่ช่วยเสริมความมั่นคงทางยาและลดการพึ่งพาการนำเข้า โดยมีสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลมาตรฐาน ความปลอดภัย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

ด้านนายแพทย์วีรพล เขมะรังสรรค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MEDEZE กล่าวว่า นโยบายของภาครัฐในการสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาเพื่อการบำบัดรักษาขั้นสูง (ATMPs) ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการแพทย์ขั้นสูงของประเทศไทย ช่วยยกระดับงานวิจัยและนวัตกรรมทางการแพทย์ของไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานสากล พร้อมเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่มีศักยภาพสูง เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ MEDEZE ได้รับการนำเสนอในฐานะหนึ่งใน Showcase สำคัญด้านการแพทย์ขั้นสูง สะท้อนถึงความพร้อมของภาคเอกชนไทยในการมีส่วนร่วมขับเคลื่อนนโยบายด้าน ATMPs อย่างเป็นรูปธรรม โดย MEDEZE เป็นหนึ่งในผู้นำด้านการฝากเก็บและเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์ ที่มีประสบการณ์และได้รับการรับรองมาตรฐานในระดับสากล มีความพร้อมในการเดินหน้าวิจัยและพัฒนา ATMPs ภายใต้กรอบนโยบายและการสนับสนุนจากภาครัฐ

ขณะที่ปัจจุบัน MEDEZE ถือเป็นบริษัทเอกชนเพียงรายเดียวที่ได้รับอนุมัติโครงการ ATMPs Sandbox หรือโครงการวิจัยทดลองนำร่องด้าน ATMPs ซึ่งครอบคลุม 4 กลุ่มโรค ได้แก่ โรคข้อเสื่อมและเวชศาสตร์ชะลอวัย ร่วมกับศูนย์การแพทย์บางรัก กรมควบคุมโรค รวมถึงโรคหมอนรองกระดูกเสื่อมและการฟื้นฟูผิว ร่วมกับโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต โดยบริษัทได้ลงนามบันทึกความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในการจัดตั้งสถานพยาบาลทดลอง พร้อมสนับสนุนทั้งห้องปฏิบัติการ สถานที่ผลิตผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ และทุนวิจัยอย่างครบวงจร

การที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเปิดพื้นที่ทั้งในรูปแบบ EXPO และ Sandbox ด้าน ATMPs จึงนับเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยลดช่องว่างระหว่างงานวิจัยกับการนำไปใช้จริง และเป็นแรงขับเคลื่อนให้ประเทศไทยสามารถพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ได้อย่างมั่นคง สะท้อนทิศทางนโยบายของประเทศที่มุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรม ควบคู่กับมาตรฐานและความปลอดภัย โดย MEDEZE ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างของภาคเอกชนไทยที่มีความพร้อมในการร่วมขับเคลื่อนระบบ ATMPs สู่การใช้งานจริงอย่างยั่งยืนในอนาคต

Back to top button