CGSI หั่นจีดีพีปีนี้เหลือ 1.9% ฟันธง “ภท.-พท.” จับมือตั้งรัฐบาล-กนง.ลดดอกเบี้ยเหลือ 0.75%

CGSI คาด GDP ไตรมาส 4/68 โต 1.4% แต่มองปี 69 อยู่ที่ระดับ 1.9% เหตุตั้งรัฐบาลช้าฉุดลงทุน คาด กนง. ลดดอกเบี้ย 2 ครั้งปีนี้ เหลือ 0.75%


ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทย โดยอ้างอิงข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประจำเดือนธ.ค. 2568 พบว่าเศรษฐกิจยังขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่ง สะท้อนจากตัวเลขการบริโภคภายในประเทศที่เติบโต 5.2% เร่งตัวขึ้นเมื่อเทียบกับ 3.4% ในไตรมาส 4/2568 และ 2.2% ในปี 2568 ด้านการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวโดดเด่นที่ 8.6% สูงกว่าระดับ 3% ในไตรมาส 4 และ 2.5% ทั้งปี

ขณะที่เสถียรภาพด้านต่างประเทศยังอยู่ในเกณฑ์ดี ดุลการค้าเกินดุล 2.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 3.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในไตรมาส 4/2568 ด้านการท่องเที่ยวมีสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ 3.4 ล้านคน จากตัวเลขเศรษฐกิจเดือนสุดท้ายที่ออกมาดี ฝ่ายวิเคราะห์ฯ จึงคาดการณ์ว่า GDP ในไตรมาส 4/2568 จะขยายตัว 1.4% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน (YoY) และ 0.2% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ส่งผลให้ภาพรวม GDP ปี 2568 จะขยายตัวได้ที่ระดับ 2%

สำหรับทิศทางเศรษฐกิจปี 2569 ฝ่ายวิเคราะห์ฯ ยังคงประมาณการการเติบโตของ GDP ไว้ที่ 1.9% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน โดยมีมุมมองที่ระมัดระวัง สืบเนื่องจากความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยผลสำรวจนิด้าโพลล่าสุดชี้ว่า แม้พรรคประชาชน (ปชน.) จะเป็นตัวเต็งในการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. 2569 แต่อาจมีคะแนนเสียงไม่เพียงพอจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าพรรคอันดับสองและสามอย่าง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และพรรคเพื่อไทย (พท.) มีแนวโน้มจับมือกันจัดตั้งรัฐบาลได้มากกว่า เนื่องจากมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่สอดคล้องกัน ต่างจากพรรคประชาชนที่เน้นการปฏิรูปโครงสร้างระยะยาว

ทั้งนี้ CGSI ประเมินว่ากระบวนการจัดตั้งรัฐบาลผสมอาจล่าช้าไปจนถึงไตรมาส 2/2569 ซึ่งจะส่งผลให้การลงทุนภาครัฐและการอนุมัติโครงการใหม่ๆ รวมถึงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ต้องชะลอตัวออกไปเพื่อรอความชัดเจน ส่วนมาตรการกระตุ้นการบริโภคน่าจะออกมาในช่วงครึ่งปีหลัง นอกจากนี้ แม้ภาคการส่งออกจะยังแข็งแกร่ง แต่ผลกระทบสุทธิต่อ GDP อาจอยู่ในระดับต่ำ และยังมีความเสี่ยงเรื่องการสวมสิทธิสินค้า (Transshipment) ที่ต้องจับตา

โดยจากแนวโน้ม GDP ปี 2569 ที่คาดว่าจะโตต่ำกว่า 2% และอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ระดับต่ำเกือบ 0% ฝ่ายวิเคราะห์ฯ เชื่อว่าจะเป็นปัจจัยกดดันให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ตัดสินใจผ่อนคลายนโยบายการเงิน โดยคาดว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยลงมาอยู่ที่ระดับ 0.75% ภายในปีนี้ ส่วนค่าเงินบาทประเมินว่าจะแข็งค่าขึ้นมาเคลื่อนไหวในกรอบ 30.00-32.00 บาท โดยให้เป้าสิ้นปีที่ 31.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ปัจจัยหนุนมาจากราคาทองคำที่พุ่งสูงและการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะทำให้ ธปท. มีช่องว่างในการเข้าแทรกแซงค่าเงินได้น้อยลง

Back to top button