เปิดพอร์ตโฟลิโอการเมือง! ส่องหุ้นรับอานิสงส์ “พรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล”

ท่ามกลางความชัดเจนทางการเมืองหลังเลือกตั้ง ตลาดหุ้นไทยเริ่มขยับรับความคาดหวังต่อรัฐบาลชุดใหม่ นักวิเคราะห์ชี้ทิศทางนโยบายพรรคแกนนำอาจเป็นตัวแปรสำคัญ หนุนหุ้นบางกลุ่มและบางตัวให้โดดเด่นในช่วงถัดไป


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 256 การลงทุนในตลาดหุ้นไทยเริ่มมีสัญญาณทรงตัวดีขึ้น หลังนักลงทุนบางส่วนกลับเข้ามาประเมินโอกาสการลงทุน ท่ามกลางมุมมองของนักวิเคราะห์ที่ประเมินว่า ความชัดเจนทางการเมืองภายหลังทราบผลการเลือกตั้งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุน และอาจช่วยหนุน Sentiment เชิงบวกต่อทิศทางตลาดทุนไทยในระยะถัดไป อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ยังมองว่าตลาดอาจเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวังจนกว่าจะเห็นความชัดเจนของการจัดตั้งรัฐบาลและทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ

นักวิเคราะห์ระบุว่า หากกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่สามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่น จะช่วยสร้างแรงหนุนต่อกระแสเงินทุนไหลเข้า (Fund Flow) โดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นที่มีความเกี่ยวข้องกับนโยบายภาครัฐ ขณะที่การเลือกตั้งครั้งนี้มีพรรคการเมืองหลัก 3 พรรคที่ถูกจับตาในฐานะตัวเต็งจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งแนวนโยบายเศรษฐกิจของแต่ละพรรคมีความแตกต่างกัน และอาจสะท้อนผ่านทิศทางการลงทุนในหุ้นรายกลุ่มและรายตัวอย่างมีนัยสำคัญ

โดย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS ระบุในบทวิเคราะห์ว่าท่ามกลางบรรยากาศการเลือกตั้งทั่วไปของไทยที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเหลือเวลาอีกไม่ถึง 1 สัปดาห์ ทีมกลยุทธ์ บล.กรุงศรี ประเมินว่า ผลการเลือกตั้งมีแนวโน้มเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะในมิติของเสถียรภาพทางการเมืองที่มีโอกาสปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงรอยต่อทางการเมืองในปัจจุบัน

ทั้งนี้ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินว่า ภาพรวมทางการเมือง (Political Landscape) ในกรณีฐาน คาดว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาในลักษณะที่ไม่มีพรรคการเมืองใดชนะขาด (No Landslide) แต่จะนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลผสม ซึ่งมีเสถียรภาพในระดับปานกลางถึงดีขึ้น (Better Stability) อิงจากผลสำรวจ NIDA Poll และการประเมินเชิงลึกจากฐานเสียงในระบบแบ่งเขต โดยคาดว่าพรรคการเมืองหลัก 3 พรรคจะมีจำนวน ส.ส. รายพรรคในกรอบประมาณ 100–170 เสียง และมีความเป็นไปได้ที่ 2 ใน 3 พรรคหลักจะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล

แม้ผลการเลือกตั้งยังมีความไม่แน่นอนในรายละเอียด แต่ตามโครงสร้างของสภาผู้แทนราษฎรที่มีจำนวน 500 ที่นั่ง การจัดตั้งรัฐบาลจำเป็นต้องอาศัยเสียงข้างมาก ซึ่งในทางปฏิบัติ รัฐบาลที่มีจำนวนเสียงสนับสนุนสูงกว่ากึ่งหนึ่งอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะช่วยเพิ่มเสถียรภาพทางการเมืองเมื่อเทียบกับช่วงเปลี่ยนผ่านที่ผ่านมา และทำหน้าที่เป็นปัจจัยกระตุ้น (Catalyst) สำคัญต่อการฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

ในด้านนโยบายเศรษฐกิจ ทีมกลยุทธ์ KSS ประเมินว่า “การกระตุ้นเศรษฐกิจทันที” จะเป็นฉันทามติร่วม (Policy Consensus) ไม่ว่าพรรคใดจะเป็นแกนนำรัฐบาล โดยมาตรการลักษณะ “ใส่เงินในกระเป๋า” อาทิ โครงการลักษณะคนละครึ่งรูปแบบใหม่ การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน หรือการลดภาระค่าไฟฟ้า มีแนวโน้มเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากสามารถดำเนินการผ่านมติคณะรัฐมนตรีได้โดยไม่ต้องแก้ไขกฎหมาย ซึ่งถือเป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อหุ้นกลุ่มอิงเศรษฐกิจในประเทศ (Domestic Play)

ขณะเดียวกัน ปัจจัยเชิงโครงสร้างที่มีความซับซ้อนและอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งสูงในระยะสั้น จะยังไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาอย่างจริงจัง ภายใต้บริบทรัฐบาลผสม นโยบายระยะยาวที่ต้องแก้ไขกฎหมายหรือมีผลกระทบต่อหลายฝ่าย เช่น การทบทวนสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) มีแนวโน้มถูกชะลอออกไป โดยพรรคร่วมรัฐบาลจะเลือกผลักดัน “จุดร่วม” ที่เห็นพ้องต้องกันก่อน อาทิ ธุรกิจการแพทย์และสุขภาพ การท่องเที่ยว และโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี เพื่อลดแรงเสียดทานทางการเมืองในช่วงเริ่มต้น

ในเชิงตลาดทุนฝ่ายวิเคราะห์มองว่า ความชัดเจนหลังการเลือกตั้งจะช่วยปลดล็อกภาวะ Valuation De-rating ที่กดดันตลาดหุ้นไทยมาตลอดปี 2568 และเปิดทางให้เกิดการ Re-rate ของมูลค่าหุ้น โดยเฉพาะในกลุ่มที่ปรับตัวล้าหลัง (Laggard) จากปัจจัยการเมือง (Political Refresh) ซึ่งจะช่วยดึงกระแสเงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้าสู่ตลาด

ทั้งนี้ KSS ยังคงเป้าหมายดัชนี SET สิ้นปี 2569 ไว้ที่ระดับ 1,475 จุด โดยอิงสมมติฐานกำไรต่อหุ้น (EPS) 94 บาท และค่า PER 15.9 เท่า พร้อมประเมินว่าทิศทางตลาดในช่วง 3 เดือนหลังเลือกตั้ง จะเคลื่อนไหวตามนโยบายของพรรคแกนนำรัฐบาลเป็นหลัก

ในกรณีที่ พรรคประชาชน เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ตลาดมีแนวโน้มแกว่งตัวในระยะสั้น โดยหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการผ่อนคลายกฎระเบียบ ภาคธุรกิจ SMEs และการลงทุนภาคอุตสาหกรรม ได้รับความสนใจ อาทิ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA, บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA, ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK, บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP, บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL และ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC

หากเป็นกรณีที่ พรรคภูมิใจไทย สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ตลาดมีโอกาสเคลื่อนไหวเชิงบวกมากขึ้น จากความต่อเนื่องของนโยบายและเสถียรภาพที่เพิ่มขึ้น หุ้นเด่นจะอยู่ในกลุ่มบริการ การลงทุน และสาธารณูปโภค เช่น KBANK, ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB, บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน) หรือ BDMS, บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT, CENTEL และ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF

ขณะที่กรณี พรรคเพื่อไทย เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ตลาดมีแนวโน้มตอบรับเชิงบวกเช่นกัน โดยธีมหลักจะอยู่ที่การบริโภคภายในประเทศควบคู่กับเทคโนโลยี หุ้นที่ถูกมองว่าได้รับอานิสงส์ ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC, GULF, บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT, บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL, BDMS, AOT และบริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในช่วงหลังการเลือกตั้ง KSS แนะนำธีม “Election Plays” โดยเน้น 2 ธีมหลักที่ทุกพรรคการเมืองมีแนวโน้มสนับสนุน ได้แก่ ธีมการบริโภคภายในประเทศจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และธีมโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และสุขภาพ ซึ่งถือเป็นจุดร่วมของนโยบายและการสร้างการเติบโตใหม่ในระยะถัดไป

Back to top button