OR โชว์กำไรปี 68 โตเฉียด 50% แตะ 1.13 หมื่นล้าน แจกปันผล 0.30 บ. ขึ้น XD 23 ก.พ.นี้

OR เผยงบปี 68 กวาดกำไรสุทธิ 11,304 ลบ. โต 47.8% ดัน EBITDA แตะ 2 หมื่นล้าน รับอานิสงส์กำไรขั้นต้นกลุ่ม Mobility-Lifestyle พุ่ง และต้นทุนปรับตัวลดลง เตรียมแจกปันผล 0.30 บาท แขวน XD 23 ก.พ.69 และกำหนดจ่าย 29 เม.ย.69


บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR รายงานผลการดำเนินงานงวดปี 2568 มีกำไรสุทธิ ดังนี้

โดยภาพรวมผลการดำเนินงานตลอดปี 2568 บริษัทมีกำไรสุทธิจำนวน 11,304 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,654 ล้านบาท หรือคิดเป็นการเติบโต 47.8% จากปีก่อนหน้า คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.94 บาท แม้ว่ารายได้จากการขายและบริการจะอยู่ที่ 658,723 ล้านบาท ลดลง 65,235 ล้านบาท หรือลดลง 9.0% เมื่อเทียบกับปี 2567 ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากกลุ่มธุรกิจ Mobility และกลุ่มธุรกิจ Global ที่รายได้ลดลง 10.2% และ 14.7% ตามลำดับ โดยเป็นผลมาจากราคาจำหน่ายเฉลี่ยต่อลิตรที่ปรับตัวลดลงตามทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลก ประกอบกับปริมาณจำหน่ายที่ลดลง โดยเฉพาะในประเทศกัมพูชาที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา

อย่างไรก็ตาม แม้รายได้รวมจะลดลง แต่ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยปี 2568 มีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จำนวน 20,357 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,691 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 15.2% จากปีก่อนหน้า ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากกลุ่มธุรกิจ Mobility ที่มีกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากน้ำมันอากาศยานและดีเซล รวมถึงกลุ่มธุรกิจ Lifestyle ที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.8% จากทั้งธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม และธุรกิจค้าปลีกอื่นๆ ตามการขยายสาขาและการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้กำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับค่าใช้จ่ายดำเนินงานภาพรวมปรับลดลง 3.8% จากค่าเช่าและค่าจ้างบุคคลภายนอก และผลจากการยุติธุรกิจที่ผลประกอบการไม่เป็นไปตามแผนในปี 2567 ส่วนกลุ่มธุรกิจ Global นั้นลดลงจากกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรที่ลดลงในประเทศกัมพูชาและฟิลิปปินส์เป็นหลัก

สำหรับส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุน (Share of gain from investment) ในภาพรวมปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากบริษัทร่วมทุนในประเทศเมียนมาเคยได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนในปี 2567 แต่สถานการณ์คลี่คลายลงในปีนี้

ทั้งนี้ ในส่วนของผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 4/2568 บริษัทมีรายได้จากการขายและบริการ 155,535 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,935 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 1.3% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2568 ตามปัจจัยฤดูกาล โดยกลุ่มธุรกิจ Mobility เพิ่มขึ้น 2.1% จากปริมาณจำหน่ายที่ปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะน้ำมันอากาศยานและดีเซล เช่นเดียวกับกลุ่มธุรกิจ Lifestyle ที่เพิ่มขึ้น 3.9% จากทั้งธุรกิจค้าปลีกอาหารและเครื่องดื่ม และธุรกิจค้าปลีกอื่นๆ ในขณะที่กลุ่มธุรกิจ Global ลดลง 20.1% จากปริมาณจำหน่ายที่ลดลง โดยหลักมาจากประเทศฟิลิปปินส์

ด้านกำไรสุทธิในไตรมาส 4/2568 อยู่ที่ 2,078 ล้านบาท ลดลง 536 ล้านบาท หรือลดลง 20.5% จากไตรมาสก่อนหน้า คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.17 บาท โดยมี EBITDA จำนวน 4,443 ล้านบาท ลดลง 435 ล้านบาท หรือลดลง 8.9% สาเหตุหลักมาจากกลุ่มธุรกิจ Global ที่ภาพรวมกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรปรับตัวลดลง และกลุ่มธุรกิจ Lifestyle มีค่าใช้จ่ายดำเนินงานปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่กลุ่มธุรกิจ Mobility ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยตามปริมาณจำหน่าย แม้กำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรจะทรงตัว นอกจากนี้ ภาพรวมค่าใช้จ่ายดำเนินงานในไตรมาสนี้เพิ่มขึ้น โดยหลักมาจากค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร ค่าโฆษณาประชาสัมพันธ์ และกิจกรรมส่งเสริมการขาย รวมถึงส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนที่ลดลงเล็กน้อย

อีกปัจจัยที่กดดันผลกำไรในไตรมาสนี้คือ อัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐฯ ที่แข็งค่าขึ้น ส่งผลให้บริษัทบันทึกผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน แม้จะมีผลกำไรจากตราสารอนุพันธ์เข้ามาช่วยลดผลกระทบ แต่บริษัทได้มีการตั้งสำรองด้อยค่าเงินลงทุนในบริษัทร่วมจำนวน 343 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรสุทธิในไตรมาสสุดท้ายชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

ด้านหม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OR เปิดเผยถึงผลการดำเนินการปี 2568 มีรายได้ขายและบริการ 658,723 ล้านบาท ลดลง 65,235 ล้านบาท หรือลดลง 9.0% จากปี 2567 ตามทิศทางการปรับลดลงของราคาน้ำมันในตลาดโลก ประกอบกับปริมาณจำหน่ายที่ลดลง อย่างไรก็ตาม OR สามารถบริหารจัดการต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มี EBITDA จำนวน 20,357 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,691 ล้านบาท หรือคิดเป็น 15.2% จากปีก่อนหน้า โดยการเติบโตดังกล่าวมาจากผลการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจ Mobility จากกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะน้ำมันอากาศยานและน้ำมันดีเซล ขณะที่กลุ่มธุรกิจ Lifestyle มีผลการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้นจากธุรกิจค้าปลีกอาหารและเครื่องดื่มที่มีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ Café Amazon ซึ่งยังคงได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี ประกอบกับการควบคุมค่าใช้จ่ายดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพจากการยุติธุรกิจที่ผลประกอบการไม่เป็นไปตามแผนในปี 2567

สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/2568 OR มีรายได้จากการขายและบริการจำนวน 155,535 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.3% จากไตรมาสก่อนหน้า ตามปัจจัยฤดูกาล โดยกลุ่มธุรกิจ Mobility มีรายได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปริมาณจำหน่ายที่ขยายตัว โดยเฉพาะน้ำมันอากาศยานและน้ำมันดีเซล ในขณะที่กลุ่มธุรกิจ Lifestyle มีรายได้เพิ่มขึ้นจากทั้งธุรกิจค้าปลีกอาหารและเครื่องดื่ม และธุรกิจค้าปลีกอื่น ๆ ส่วนกลุ่มธุรกิจ Global มีรายได้ปรับลดลงจากปริมาณจำหน่ายที่ชะลอตัวในบางประเทศ ทั้งนี้ ในไตรมาสดังกล่าว OR มี EBITDA จำนวน 4,443 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 2,078 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า จาก ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ในปี 2568 OR มีกำไรสุทธิจำนวน 11,304 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3,654 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 47.8% คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.94 บาท

ทั้งนี้ OR ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรภายใต้แนวคิดการเติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจ Lifestyle ตลอดทั้ง Value Chain  ควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานของธุรกิจ Mobility และการบริหารความเสี่ยงในธุรกิจ Global อย่างรอบคอบ เพื่อยกระดับประสบการณ์ผู้บริโภค สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ และส่งมอบคุณค่าร่วมให้กับสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งพัฒนา OR Ecosystem ให้เป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงทุกไลฟ์สไตล์ รองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต และสร้างการเติบโตที่มั่นคงในระยะยาว

Back to top button