DRT ยอดขายวัสดุก่อสร้างลด ฉุดกำไรปี 68 หด 37% เหลือ 318 ล้านบาท

DRT รายงานกำไรสุทธิปี 2568 อยู่ที่ 317.8 ล้านบาท ลดลง 37.2% จากปีก่อน หลังยอดขายวัสดุก่อสร้างทั้งในประเทศและต่างประเทศชะลอตัว จากแรงกดดันกำลังซื้อ และความเข้มงวดสินเชื่อ ขณะที่บริษัทเดินหน้าปรับกลยุทธ์บริหารต้นทุน–รุกตลาดเชิงรุก เพื่อรักษาความสามารถทำกำไรและเตรียมรับการฟื้นตัวในปี 2569


บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) หรือ DRT รายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2568 สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568 มีกำไรสุทธิ ดังนี้

บริษัทรายงานผลการดำเนินงานในปี 2568 มีกำไรสุทธิ 317.8 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 37.2 เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 506.2 ล้านบาท โดยมีสาเหตุมาจากการลดลงของรายได้จากการดำเนินงาน

ปัจจัยหลักเกิดจากการปรับลดราคาขายเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ ท่ามกลางความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ส่งผลให้ยอดขายในประเทศลดลงทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ประกอบกับลูกค้าลดการสต็อกสินค้าเพื่อรักษาสภาพคล่อง อีกทั้งได้รับผลกระทบจากฤดูฝนที่ยาวนาน และการชะลอตัวของคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศกัมพูชา จากสถานการณ์การปิดด่านชายแดน

โดยในปี 2568 กลุ่มบริษัทฯ มีรายได้จากการดำเนินงาน 4,531.3 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 438.6 ล้านบาท หรือร้อยละ 8.8 โดยมีรายได้จากในประเทศ 3,808.7 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 389.2 ล้านบาท หรือร้อยละ 9.3 และมีรายได้จากต่างประเทศ 722.6 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 49.4 ล้านบาท หรือร้อยละ 6.4

แม้เผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ กลุ่มบริษัทฯ ยังคงสามารถบริหารจัดการเพื่อลดผลกระทบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการปรับกลยุทธ์การขายและการตลาดเชิงรุก การขยายตลาดใหม่ การบริหาร Product Mix และการควบคุมต้นทุนอย่างรัดกุม เพื่อรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้ใกล้เคียงเป้าหมาย และสร้างความยั่งยืนในการเติบโตในระยะยาว

สำหรับปี 2569 กลุ่มบริษัทฯ คาดว่าอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ยังคงเผชิญความท้าทายจากปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค อาทิ หนี้ครัวเรือนและภาวะอุปทานส่วนเกินในบางกลุ่มผลิตภัณฑ์ อย่างไรก็ตาม แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลงเริ่มส่งสัญญาณบวกต่อกำลังซื้อในระยะถัดไป

กลุ่มบริษัทฯ ตั้งเป้าการเติบโตในประเทศผ่านการเสริมความแข็งแกร่งของช่องทางโมเดิร์นเทรด การขยายเครือข่ายตัวแทนจำหน่าย และการรุกตลาดโครงการ โดยมุ่งเน้น 4 ภูมิภาคหลัก พร้อมปรับกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์อิฐมวลเบาให้ตอบโจทย์ตลาดมากขึ้น ควบคู่กับการใช้กลยุทธ์ราคาที่ยืดหยุ่นเพื่อเพิ่มปริมาณการขาย ขณะที่ตลาดต่างประเทศจะขยายการดำเนินงานในประเทศเมียนมาและกลุ่ม CLMMV อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการบริหารต้นทุนและค่าขนส่งที่มีประสิทธิภาพเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน

Back to top button