
TOP โชว์กำไรปี 68 โต 46% ทะลุ 1.4 หมื่นล้าน รับค่าการกลั่นฟื้น-บุ๊กพิเศษ
TOP เปิดงบปี 68 กำไรสุทธิ 14,584 ล้านบาท พุ่งขึ้น 4,625 ล้านบาท หรือโต 46% รับอานิสงส์ค่าการกลั่น-อะโรเมติกส์ฟื้นตัว พร้อมบันทึกกำไรพิเศษจากการซื้อคืนหุ้นกู้และการลงทุนในสิงคโปร์กว่า 1.1 หมื่นล้านบาท เดินหน้าลดหนี้เสริมแกร่งทางการเงินต่อเนื่อง แจกปันผล 1 บาท XD วันที่ 25 ก.พ.69 และกำหนดจ่าย 27 เม.ย.69
นายพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานปี 2568 บริษัทมีกำไรสุทธิ 14,584.20 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46% จากปีก่อนหน้ามีกำไร 9,958.63 ล้านบาท
ขณะที่ไตรมาส 4/2568 กลุ่มไทยออยล์มีกำไรสุทธิ 2,458 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3/2568 ที่มีกำไรสุทธิ 2,147 ล้านบาท จากปัจจัยค่าการกลั่นที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะส่วนต่างราคาน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล และน้ำมันอากาศยาน/น้ำมันก๊าดเทียบกับน้ำมันดิบดูไบ ทั้งนี้ เป็นผลจากอุปทานน้ำมันสำเร็จรูปที่ตึงตัว หลังโรงกลั่นรัสเซียได้รับผลกระทบจากการโจมตีด้วยโดรนของยูเครน ทำให้ส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปลดลง ประกอบกับการปิดซ่อมบำรุงของโรงกลั่นหลายแห่งในภูมิภาค
นอกจากนี้ยังมีกำไรขั้นต้นจากธุรกิจอะโรเมติกส์ที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นจากการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Optimization) หลังปิดซ่อมบำรุงในไตรมาสก่อนหน้า และกำไรขั้นต้นจากธุรกิจผลิตสารตั้งต้นสำหรับผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดก็ปรับตัวสูงขึ้น จากการชะลอการดำเนินการของผู้ผลิตในภูมิภาค ประกอบกับ กำไรขั้นต้นจากธุรกิจผลิตน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานที่ปรับเพิ่มขึ้นจากส่วนต่างราคายางมะตอยกับน้ำมันเตาที่สูงขึ้น
สำหรับราคาน้ำมันดิบในไตรมาส 4/2568 ปรับตัวลดลง เนื่องจากอุปทานที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร (OPEC+) ยกเลิกมาตรการปรับลดกำลังการผลิตมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งทยอยปรับเพิ่มกำลังการผลิต 137,000 บาร์เรลต่อวันในช่วงเดือนตุลาคม – ธันวาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้กลุ่มไทยออยล์ขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน 3,461 ล้านบาท
ทั้งนี้ ในปี พ.ศ. 2568 กลุ่มไทยออยล์มีความมุ่งมั่นในการลดระดับหนี้สินและเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินอย่างต่อเนื่อง โดยได้ดำเนินการลดระดับหนี้สินทั้งสิ้นประมาณ 933 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ประกอบด้วย การซื้อคืนหุ้นกู้สกุลดอลลาร์สหรัฐจำนวนประมาณ 633 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการชำระคืนเงินกู้ระยะยาวล่วงหน้า (long-term loan prepayment) จำนวนประมาณ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
อีกทั้ง กลุ่มไทยออยล์ได้รับเงินสดจากการบริหารจัดการสินทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด (Asset Monetization) จำนวน 18,230 ล้านบาท โดยทางบริษัทฯ นำเงินดังกล่าวไปลดระดับหนี้สินต่อเนื่องผ่านการซื้อคืนหุ้นกู้สกุลดอลลาร์สหรัฐ อีกจำนวนประมาณ 550 ล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนมกราคม พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา ทำให้ในปี พ.ศ. 2568 กลุ่มไทยออยล์มีการบันทึกกำไรจากการซื้อคืนหุ้นกู้ดังกล่าว จำนวน 4,042 ล้านบาท และยังมีการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรพิเศษจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมซึ่งเกิดจากการต่อรองราคาจากการเข้าซื้อธุรกิจในประเทศสิงคโปร์ จำนวน 7,371 ล้านบาท ส่งผลให้ปี พ.ศ. 2568 กลุ่มไทยออยล์มีกำไรสุทธิ 14,584 ล้านบาท หรือเท่ากับ 6.53 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 4,625 ล้านบาท
สำหรับภาพรวมธุรกิจกลุ่มไทยออยล์ในช่วงครึ่งแรกของ ปี พ.ศ. 2569 ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มปรับลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2568 เนื่องจากภาวะอุปทานน้ำมันล้นตลาด โดยระดับน้ำมันดิบคงคลังทั่วโลกยังอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เป็นผลมาจากการขยายกำลังการผลิตของ OPEC+ ตามมติการปรับเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบในไตรมาสก่อนหน้า แม้ว่าทางกลุ่มจะมีมติให้ชะลอการปรับเพิ่มกำลังการผลิตในไตรมาส 1/2569 แล้วก็ตาม
รวมถึงอุปทานน้ำมันดิบจากผู้ผลิตนอก OPEC+ ที่ยังคงปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับอุปสงค์น้ำมันที่อ่อนตัวลงตามปัจจัยทางฤดูกาล อย่างไรก็ตาม ตลาดน้ำมันยังคงเผชิญความผันผวนจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ตลอดจนมาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปต่อรัสเซีย ท่ามกลางการเจรจาบรรลุข้อตกลงหยุดยิงระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยังคงไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จได้ ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่ออุปทานน้ำมันโลกอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มสูงขึ้นในบางช่วง
ทั้งนี้ในส่วนของค่าการกลั่นช่วงไตรมาส 1/2569 มีแนวโน้มอยู่ในระดับที่ดี เนื่องจากอุปสงค์น้ำมันดีเซล และน้ำมันก๊าด/น้ำมันอากาศยานสำหรับทำความร้อนในช่วงฤดูหนาวอยู่ในระดับสูง ขณะที่ อุปทานน้ำมันสำเร็จรูปเผชิญแรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตรของยุโรปต่อการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปที่ผลิตจากน้ำมันดิบรัสเซีย ทำให้บางประเทศส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปไปยังยุโรปได้ลดลง ทั้งนี้ ยังต้องติดตามความคืบหน้าการเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ภายใต้การผลักดันของสหรัฐฯ รวมถึงแนวโน้มการปิดตัวลงอย่างต่อเนื่องของโรงกลั่นในยุโรปและสหรัฐฯ ท่ามกลางการเริ่มดำเนินการของโรงกลั่นขนาดใหญ่ในจีน อินเดีย เม็กซิโก และไนจีเรีย”
อย่างไรก็ตาม ไทยออยล์ยังคงติดตามสถานการณ์ตลาดอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมพร้อมรองรับกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น ควบคู่กับการเร่งขับเคลื่อนโครงการต่าง ๆ ให้เดินหน้าตามแผนงาน มุ่งบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และยึดหลัก ESG เป็นกรอบการดำเนินธุรกิจ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและความมั่นคงขององค์กรอย่างยั่งยืน
พร้อมกันนี้บริษัทเตรียมปันผลจากกำไรสะสมเป็นเงินสด 1 บาท กำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิ์ปันผล (XD) วันที่ 25 ก.พ.69 และกำหนดจ่ายปันผล 27 เม.ย.69

