เปิดโผ 66 บจ. โชว์งบ Q1 กำไรโตเกิน 100% ชู UMI แชมป์พุ่งกระฉูด 24 เท่าตัว

เปิดรายชื่อ 66 บริษัทจดทะเบียนใน SET โชว์กำไรไตรมาส 1/69 โตแรงเกิน 100% เมื่อเทียบปีก่อน นำทีมโดย UMI กำไรพุ่ง 2,475.86% ตามด้วย RSP-SGP-SCN-SPRC ขณะที่ TOP ทำกำไรสูงสุดกว่า 1.95 หมื่นล้านบาท


“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” รายงานว่า จากการรวบรวมข้อมูลผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) พบว่า มีบริษัทจดทะเบียนจำนวน 66 บริษัท ที่มีกำไรสุทธิเติบโตมากกว่า 100% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2568 สะท้อนภาพการฟื้นตัวของผลประกอบการในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม ทั้งพลังงาน โรงกลั่น สื่อสาร วัสดุก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ ชิ้นส่วนอุตสาหกรรม และหุ้นขนาดกลาง-เล็กที่กลับมาทำกำไรเติบโตโดดเด่น

สำหรับบริษัทที่มีกำไรสุทธิเติบโตสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ บริษัท สหโมเสคอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ UMI มีกำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 307.15 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,475.86% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน 11.92 ล้านบาท

นางสาวรติรัตน์ เหล่าวิวัฒน์วงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ UMI เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส 1/69 ของบริษัทเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ทั้งรายได้ กำไร และฐานะการเงิน สะท้อนผลสำเร็จจากกลยุทธ์เพิ่มสัดส่วนสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (High Value-Added Product) การบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และการปรับโครงสร้างทางการเงินที่ชัดเจน

ไตรมาส 1/69 บริษัทมีรายได้จากการขาย 675 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเป็น 29% จาก 25% สะท้อนการบริหาร Product Mix และต้นทุนการผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น แม้ต้นทุนพลังงานโลกยังผันผวน ด้านกำไรจากการดำเนินงานเติบโตอย่างโดดเด่น

นางสาวรติรัตน์ มองว่าแนวโน้มธุรกิจในช่วงที่เหลือของปี 69 ยังมีทิศทางเติบโตต่อเนื่อง ถึงแม้ยังคงมีความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและบริษัทยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าพัฒนาสินค้าใหม่และเพิ่มสัดส่วนสินค้ามาร์จิ้นสูง ซึ่งจะช่วยผลักดันการเติบโตและความสามารถในการทำกำไรอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ตามด้วยบริษัท ริช สปอร์ต จำกัด (มหาชน) หรือ RSP มีกำไรสุทธิ 31.24 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,431.44% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน 1.23 ล้านบาท โดยในไตรมาสที่ 1/2569 บริษัทฯมีรายได้จากการขาย 329.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.5 จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และมีรายได้อื่นรวม 37.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 162.0 จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากบริษัทฯได้รับเงินสนับสนุนทางการตลาดเพิ่มขึ้น

ถัดมาบริษัท สยามแก๊ส แอนด์ ปิโตรเคมีคัลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SGP มีกำไรสุทธิ 1,530.43 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,123.72% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน 125.06 ล้านบาท

นายศุภชัย วีรบวรพงศ์ กรรมการผู้จัดการ SGP เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 ว่า บริษัทมีรายได้รวม 23,171 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรส่วนที่เป็นของผู้เป็นเจ้าของของบริษัทใหญ่อยู่ที่ 1,530.43 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 12.2 เท่า จากไตรมาส 1/68 สะท้อนการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของธุรกิจ LPG ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนและการขยายตลาดในภูมิภาคเอเชีย

ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตในไตรมาสนี้ มาจากยอดขายต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น 33.6% โดยเฉพาะตลาดจีน เวียดนาม และธุรกิจ Offshore Trading ซึ่งยังขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง สะท้อนศักยภาพของ SGP ในการบริหารเครือข่ายการค้าและกระจายสินค้าพลังงานในระดับภูมิภาค ขณะเดียวกัน ราคาก๊าซ LPG ในตลาดโลกยังปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ตลาดพลังงานโลกมีความผันผวนมากขึ้น และเป็นปัจจัยสนับสนุนต่อการฟื้นตัวของรายได้และอัตรากำไรของธุรกิจพลังงานในช่วงที่ผ่านมา

สำหรับธุรกิจในประเทศ SGP ยังคงรักษาความแข็งแกร่งของส่วนแบ่งตลาด LPG ได้อย่างต่อเนื่อง โดยยอดขายเติบโตสูงกว่าภาพรวมตลาด ส่งผลให้บริษัทยังคงครองอันดับ 2 ของตลาด LPG ประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่ม Automotive และ Industrial ที่ยังมีการเติบโตเหนืออุตสาหกรรม

นายศุภชัย กล่าวว่า แนวโน้มธุรกิจพลังงานในช่วงครึ่งหลังของปี 69 ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการใช้พลังงานในเอเชียที่เติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะจีน อินเดีย และประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาค ซึ่งยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของความต้องการใช้ LPG และ LNG ทั้งในภาคอุตสาหกรรม ภาคขนส่ง และภาคครัวเรือน

ตามมาด้วยบริษัท สแกน อินเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCN มีกำไรสุทธิ 11.71 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,066.24% และบริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC มีกำไรสุทธิ 7,366.93 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 932.47% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

อย่างไรก็ตามหากพิจารณาจากมูลค่ากำไรสุทธิ พบว่าหุ้นขนาดใหญ่ยังมีบทบาทสำคัญต่อภาพรวมกำไรของตลาด โดยบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP มีกำไรสุทธิสูงสุดในกลุ่มนี้ที่ 19,481.16 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 456.05% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามด้วย SPRC มีกำไรสุทธิ 7,366.93 ล้านบาท, บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE มีกำไรสุทธิ 6,588.72 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 303.26%, บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC มีกำไรสุทธิ 6,222.96 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 466.32% และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP มีกำไรสุทธิ 6,143.76 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 190.44%

นอกจากนี้ ยังมีหุ้นที่มีกำไรสุทธิเติบโตโดดเด่นอีกหลายบริษัท อาทิ บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP มีกำไรสุทธิ 5,877.08 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 923.25%, บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL มีกำไรสุทธิ 2,142.54 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 186.50% รวมถึงกลุ่มเทคโนโลยีและสื่อสาร เช่น THCOM, INET และ BBIK ที่ยังติดโผกำไรเติบโตมากกว่า 100%

ในเชิงอุตสาหกรรม กลุ่มพลังงานและโรงกลั่นถือเป็นกลุ่มที่โดดเด่นจากการฟื้นตัวของกำไรสุทธิอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีหุ้นขนาดใหญ่อย่าง TOP, SPRC, BCP และ BCPG ติดอันดับ ขณะที่กลุ่มสื่อสารและเทคโนโลยีมี TRUE, THCOM, INET และ BBIK สะท้อนแรงหนุนจากธุรกิจดิจิทัล โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี และการเติบโตของบริการใหม่ ส่วนกลุ่มวัสดุก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ รับเหมาก่อสร้าง และท่องเที่ยว มี SCC, PSH, PYLON, CIVIL, PREB, EAST และ CENTEL ที่กำไรปรับตัวดีขึ้นจากฐานต่ำและการฟื้นตัวของธุรกิจหลัก

ทั้งนี้ การเติบโตของกำไรสุทธิในอัตราสูงของบางบริษัท ส่วนหนึ่งมาจากฐานกำไรไตรมาส 1/2568 ที่อยู่ในระดับต่ำ ขณะที่บางบริษัทได้รับแรงหนุนจากปัจจัยเฉพาะตัว เช่น การฟื้นตัวของธุรกิจหลัก การควบคุมต้นทุน การรับรู้รายได้พิเศษ การฟื้นตัวของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ หรือการปรับตัวดีขึ้นของอุตสาหกรรมในช่วงต้นปี 2569

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรพิจารณาคุณภาพของกำไรควบคู่กับอัตราการเติบโต เนื่องจากบริษัทที่กำไรเติบโตเกิน 100% บางแห่งอาจเกิดจากฐานต่ำ หรือรายการเฉพาะงวด ขณะที่หุ้นที่มีแนวโน้มเติบโตจากธุรกิจหลักอย่างต่อเนื่อง และมีทิศทางผลประกอบการในไตรมาสถัดไปยังแข็งแกร่ง อาจได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากกว่าในระยะกลางถึงยาว

โดยภาพรวมผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ที่ออกมาดีกว่าคาด ถือเป็นปัจจัยสนับสนุนบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะหากกำไรของบริษัทจดทะเบียนสามารถรักษาทิศทางการฟื้นตัวต่อเนื่องในไตรมาสถัดไป จะช่วยหนุนมุมมองเชิงบวกต่อประมาณการกำไรตลาด และอาจเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อทิศทาง SET Index ในระยะต่อไป

Back to top button