GULF ผงาดขึ้น “เบอร์ 1 ตัวจริง” ใน KBANK หลังถือหุ้นทะลุ 10% สะท้านยุทธจักรการเงิน

“กัลฟ์” เทกโอเวอร์ “กสิกรไทย”??? หลังแจ้งการรวบหุ้นล่าสุดข้ามเกณฑ์ 10% แล้ว! จับตายักษ์พลังงานส่งขุนพลนั่งบอร์ด ประเมิน “ซินเนอร์ยี่” ครั้งใหญ่ “ไฟฟ้า-มือถือ-เทค-แบงก์”


กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างแรงกระเพื่อมในตลาดทุนไทยอีกครั้ง เมื่อยักษ์ใหญ่ด้านโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานอย่าง บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)หรือ GULF รายงานการเข้าถือหุ้นใน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK เพิ่มจนแตะระดับ 10.0298% เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ส่งผลให้โครงสร้างผู้ถือหุ้นของธนาคารพาณิชย์ที่มีสินทรัพย์ระดับแถวหน้าของประเทศเปลี่ยนโฉมหน้าไปทันที

เปิดไทม์ไลน์: ย้อนรอยเส้นทาง GULF สู่การครองอาณาจักรกสิกรไทย

จากการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง พบว่า GULF ค่อยๆ ทยอยสะสมหุ้น KBANK มาอย่างต่อเนื่อง โดยมีการเคลื่อนไหวที่นัยสำคัญดังนี้

-ต้นปี 2567:GULF เริ่มปรากฏชื่อครั้งแรกในอันดับที่ 14 โดยถือหุ้นเพียง 0.87% (20.54 ล้านหุ้น)

-มีนาคม 2568:ขยับขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 5 ที่สัดส่วน 3.25% (77 ล้านหุ้น)

-พฤษภาคม 2568:รุกหนักต่อเนื่องจนสัดส่วนแตะ 5.23% ขยับขึ้นเป็นอันดับ 3 และก้าวข้ามเกณฑ์รายงาน “แบบ 246-2” ของ ก.ล.ต. เป็นครั้งแรก

-ตุลาคม 2568:กลับมาเก็บหุ้นเพิ่มในช่วงปลายปีจนกลับมายืนเหนือระดับ 5.03% หลังมีการปรับพอร์ตบางส่วน

-12 กุมภาพันธ์ 2569 (ปัจจุบัน):GULF รายงานการเข้าถือหุ้นรวม 8 ล้านหุ้น คิดเป็น 10.0298%

สถิติการถือครองหุ้น GULF ใน KBANK

เจาะลึกโครงสร้างหุ้น: GULF คือผู้ถือหุ้นใหญ่รายเดียว (Single Account) อันดับ 1

แม้ภาพที่ปรากฏในสมุดทะเบียนรายชื่อผู้ถือหุ้นปัจจุบันจะระบุว่า บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด (Thai NVDR) คือผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 ที่สัดส่วนประมาณ 13.70% แต่ในทางปฏิบัติมีความแตกต่างที่ต้องพิจารณาคือ บัญชี Thai NVDR เป็น “บัญชีรวม” ที่ประกอบด้วยผู้ลงทุนรายย่อยและสถาบันจำนวนมาก และโดยปกติจะไม่มีสิทธิออกเสียง (Non-Voting Rights) ในที่ประชุมผู้ถือหุ้น

ดังนั้น หากนับเฉพาะ บัญชีรายเดี่ยว” (Single Account) ที่มีสิทธิออกเสียงเต็มที่ GULF จึงก้าวขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดของ KBANK ซึ่งหมายถึงอำนาจในการมีส่วนร่วมโหวตมติสำคัญ และสิทธิในการเสนอชื่อตัวแทนเข้าสู่คณะกรรมการธนาคารที่โดดเด่นกว่าผู้ถือหุ้นรายอื่น

หลักเกณฑ์การกำกับดูแลตามมาตรฐานสถาบันการเงิน

การที่นิติบุคคลเข้าถือหุ้นในสถาบันการเงินเกินกว่าร้อยละ 10 นั้น โดยทั่วไปจะมีหลักการกำกับดูแลตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึง

-การพิจารณาคุณสมบัติ:เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ถือหุ้นรายใหญ่มีความเหมาะสมและมีความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว

-การบริหารจัดการความเสี่ยง:การดูแลเรื่องรายการระหว่างกันหรือข้อจำกัดด้านสินเชื่อ (Single Lending Limit) เพื่อให้เกิดความโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล

แม้ขณะนี้จะยังไม่มีประกาศอย่างเป็นทางการว่าทาง GULF ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แล้วหรือไม่ แต่การที่สัดส่วนหุ้นพุ่งสูงขึ้นจนข้ามเกณฑ์ 10% ได้นั้น ส่งผลให้เกิดการคาดการณ์ว่า กระบวนการขออนุญาตดังกล่าวน่าจะผ่านความเห็นชอบเรียบร้อยแล้ว

ประเมินฉากทัศน์: มากกว่าปันผล คือยุทธศาสตร์ Virtual Bank และ Digital Ecosystem

การรุกคืบของ GULF ในครั้งนี้ถูกมองว่าไม่ใช่แค่การลงทุนกินเงินปันผลที่ระดับ 7-8% อีกต่อไป แต่คือยุทธศาสตร์การสร้าง “Financial Ecosystem” ขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อระหว่าง พลังงาน (GULF), ดิจิทัล (ADVANC) และการเงิน (KBANK) เข้าด้วยกัน โดยเฉพาะโปรเจกต์ Virtual Bank ที่กลุ่ม GULF (ผ่าน ADVANC) ได้ผนึกกำลังกับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB และ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ไปก่อนหน้านี้ รวมถึงการใช้ “ดาต้า เซ็นเตอร์” GSA เป็นศูนย์กลางการเก็บข้อมูลและรองรับการปฏิบัติการขององคาภยพทางธุรกิจอย่างครบวงจร

การขยับเข้ามาเป็นเจ้าของหลักใน KBANK ซึ่งเป็นผู้นำด้าน Digital Banking ของไทยรายหนึ่ง อาจเป็นการวางหมากเพื่อ:

1.Synergy ข้ามอุตสาหกรรม:เชื่อมโยงฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) จากผู้ใช้มือถือและพลังงาน เข้ากับนวัตกรรมการเงินของ KBANK

2.เสริมแกร่ง Virtual Bank:แม้ GULF จะมีพันธมิตรอย่าง KTB ในโปรเจกต์ Virtual Bank อยู่แล้ว แต่การมีอิทธิพลใน KBANK ย่อมช่วยให้กลุ่ม GULF มีอำนาจต่อรองและแต้มต่อในโลกการเงินดิจิทัลที่ครอบคลุมทุกกลุ่มลูกค้ามากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงเป็นที่น่าจับตาว่า KBANK ภายใต้การกุมบังเหียนของ “ผู้ถือหุ้นใหญ่รายเดียวอันดับ 1” จะเดินหน้าสร้างปรากฏการณ์ใหม่ๆ ให้กับวงการการเงินไทยอย่างไรต่อจากนี้ และ KBANK จะมีหน้าตาเปลี่ยนไปมากน้อยเพียงใดภายใต้การนำของผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่รายนี้ หรือทั้งหมดนี้จะไม่เกิดขึ้นเลยหากท้ายที่สุดการเข้ามาถือหุ้นของ GULF ครั้งนี้เป็นเพียงการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนคืนให้กับบริษัท ซึ่งอาจเกิดปรากฏการณ์ขายทำกำไรออกมาหลังจากนี้ก็เป็นได้

Back to top button