NER กางแผนปี 69 ยอดขายพุ่ง 3.2 หมื่นล. ทุ่มเงิน 2 พันล. อัพกำลังผลิตรับ “ออเดอร์” ทะลัก

NER โชว์ผลงานปี 68 โตแกร่ง กวาดรายได้ 3.05 หมื่นล้าน กำไรพุ่ง 1.88 พันล้าน บอร์ดเคาะปันผลครึ่งปีหลัง 0.26 บาท/หุ้น กางแผนปี 69 ดันยอดขาย 3.2 หมื่นล้าน ทุ่ม 2 พันล้านผุดโรงงาน 3 อัพกำลังผลิตสูงสุดในโลก


นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NER เปิดเผยว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานงวดปี 2568 (สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568) บริษัทฯ มีรายได้รวม 30,510.20 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,014.04 ล้านบาท หรือร้อยละ 10.96 และมีกำไรสุทธิ 1,884.52 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 232.05 ล้านบาท หรือร้อยละ 14.04 โดยมีปริมาณการขายรวม 475,430 ตัน เพิ่มขึ้น 36,251 ตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.25 จากปีก่อนหน้า ซึ่งผลการดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการใช้ยางธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากกลุ่มลูกค้าภายในประเทศและต่างประเทศ

พร้อมกันนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ได้มีมติอนุมัติให้จ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานงวดวันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง 31 ธันวาคม 2568 ในอัตรา 0.31 บาทต่อหุ้น โดยบริษัทฯ ได้ดำเนินการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับงวดวันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง 30 มิถุนายน 2568 ไปแล้วในอัตรา 0.05 บาทต่อหุ้น ส่งผลให้ยังคงเหลือเงินปันผลสำหรับงวดวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ถึง 31 ธันวาคม 2568 ที่ต้องจ่ายเพิ่มเติมอีก 0.26 บาทต่อหุ้น คิดเป็นจำนวนเงิน 480.43 ล้านบาท ทั้งนี้ บริษัทฯ กำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 23 เมษายน 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 อย่างไรก็ตาม การจ่ายเงินปันผลดังกล่าวยังคงต้องรอการอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 10 เมษายน 2569

สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2569 บริษัทฯ ได้ตั้งเป้าหมายการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยวางเป้าหมายกำลังการผลิตไว้ที่ 500,000 ตันต่อปี และตั้งเป้าหมายยอดขายอยู่ที่ระดับประมาณ 32,000 ล้านบาท ทั้งนี้ กลยุทธ์หลักจะมุ่งเน้นไปที่การขยายตลาด โดยเฉพาะในประเทศอินเดีย พร้อมกันนี้ยังมุ่งสร้างความมั่นคงของรายได้ผ่านการทำสัญญาระยะยาวกับกลุ่มผู้ผลิตยางรถยนต์ และตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มฐานลูกค้าใหม่อีกจำนวน 2 รายภายในปีนี้

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าขยายกำลังการผลิตอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อรองรับความต้องการของตลาดในระยะยาว โดยปัจจุบันบริษัทฯ อยู่ระหว่างการดำเนินการก่อสร้างโรงงานผลิตยางแท่งและยางผสมแห่งที่ 3 ซึ่งใช้งบลงทุนรวมประมาณ 2,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งในส่วนของอาคารและเครื่องจักร โดยได้ดำเนินการสั่งซื้อเครื่องจักรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และคาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ภายในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2570 ซึ่งปัจจุบัน NER ถือเป็นโรงงานผลิตยางธรรมชาติแห่งเดียวในประเทศไทยที่มีกำลังการผลิตสูงที่สุดในโลก

นายชูวิทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โรงงานแห่งใหม่นี้จะเข้ามาช่วยเพิ่มกำลังการผลิตได้อีก 320,000 ตันต่อปี และจะผลักดันให้กำลังการผลิตรวมของ NER ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 835,600 ตันต่อปี ภายในปี 2570 ปัจจุบันบริษัทฯ มีคำสั่งซื้อล่วงหน้า (Order Book) เพื่อรองรับการผลิตยาวไปจนถึงเดือนมิถุนายน 2569 อีกทั้งบริษัทฯ ยังได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับทางการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เพื่อบริหารจัดการผลผลิตยางพาราในปริมาณประมาณ 200,000 ตันต่อปี เป็นระยะเวลา 5 ปี ซึ่งโรงงานแห่งที่ 3 นี้ จะก้าวขึ้นมาเป็นฐานการผลิตหลักในการรองรับโครงการดังกล่าว ทำให้การขยายกำลังการผลิตในครั้งนี้มีความจำเป็นและสอดรับกับแผนการเติบโตในระยะยาวของบริษัทฯ

สำหรับการบริหารต้นทุนและความเสี่ยง บริษัทฯ ได้นำกลยุทธ์ Matching มาใช้ควบคู่กับการทำ Hedging ตามสถานการณ์ เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบ พร้อมทั้งบริหารต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ด้านความยั่งยืน (ESG) บริษัทฯ ได้ยกระดับการดำเนินงานตามกรอบ ESG โดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการพลังงาน การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ ผ่านการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างโปร่งใสและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ (Traceability) รวมถึงมีการนำเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติเข้ามาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อยกระดับมาตรฐานและสร้างความเชื่อมั่นให้กับกลุ่มลูกค้า นักลงทุน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย

ทั้งนี้ ปี 2569 จะถือเป็นปีแห่งการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของ NER อันเกิดจากการลงทุนและการขยายกำลังการผลิต ซึ่งจะเข้ามาช่วยเพิ่มทั้งปริมาณและคุณภาพของสินค้าให้สอดรับกับแนวโน้มการใช้ยางพาราในหลากหลายอุตสาหกรรมที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น โดยบริษัทฯ มีความเชื่อมั่นว่าปัจจัยเหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งและสร้างการเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน พร้อมทั้งเป็นการวางรากฐานสำคัญเพื่อให้ NER ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการชั้นนำของอุตสาหกรรมยางธรรมชาติในระดับสากลต่อไป

Back to top button