
ORN โชว์กำไรปี 68 โต 61% แตะ 226 ล้านบาท บอร์ดเคาะปันผล 0.02 บ. ขึ้น XD 5 พ.ค.นี้
ORN รายงานงบปี 68 กำไรแตะ 226 ล้านบาท โต 61% รับรายได้ขายเพิ่มขึ้น ด้านบอร์ดไฟเขียวปันผล 0.02 บาท เตรียมขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 5 พ.ค.69 กำหนดจ่าย 22 พ.ค.69
บริษัท อรสิริน โฮลดิ้ง จํากัด (มหาชน) หรือ ORN รายงานผลประกอบการปี 68 มีกำไรสุทธิ ดังนี้
สำหรับ ORN รายงานผลประกอบการปี 68 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 226.28 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 60.99% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 140.56 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนจากรายได้จากการขายรวม 2,108.25 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 745.60 ล้านบาท หรือ 54.72% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อนที่ทำได้ 1,362.65 ล้านบาท
ในปี 2568 บริษัทมีรายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินโครงการแนวราบ 913.03 ล้านบาท และรายได้จากการโอนห้องชุดโครงการแนวสูง 1,178.71 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 43.12% และ 55.66% ของรายได้รวมตามลำดับ
นอกจากนี้ ยังมีรายได้จากโรงเรียนนานาชาติมิลล์ฮิลล์ ประเทศไทย 10.77 ล้านบาท และรายได้ค่าเช่าและบริการ 5.74 ล้านบาท ซึ่งรวมกันมีสัดส่วนไม่ถึง 1% ของรายได้รวมทั้งกลุ่ม.
พร้อมกันนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ได้มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลเป็นเงินสดให้แก่ผู้ถือหุ้นสามัญ ในอัตรา 0.02 บาทต่อหุ้น ทั้งนี้ ได้กำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) ในวันที่ 5 พ.ค.2569 กำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับปันผล (Record date) ในวันที่ 6 พ.ค.2569 และบริษัทมีกำหนดจ่ายเงินปันผลดังกล่าวให้แก่ผู้ถือหุ้นในวันที่ 22พฤษภาคม 2569
ด้านนายปรีดิกร บูรณุปกรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อรสิริน โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ ORN เปิดเผยว่า ผลประกอบการปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 2,108 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้รวม 1,362 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 54.77% และมีกำไรสุทธิ 226 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 140 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 61.42%
สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2568 มีรายได้รวม 698 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้รวม 545 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 28.07% และมีกำไรสุทธิ 91.54 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 75 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 22.05%
ORN ทำสถิติสูงสุดใหม่ของรายได้ และกำไรสุทธิเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากการปิดการขายได้เร็วและรับรู้ยอดโอนกรรมสิทธิ์ก่อนกำหนดที่วางไว้ โดยแบ่งสัดส่วนเป็น โครงการแนวสูง ได้แก่ โครงการ อะไรซ์-เจริญเมือง, ดิ แอสตร้า สกายริเวอร์, เดอะเน็ก เจ็ดยอด 3 และ โครงการแนวราบ ได้แก่ โครงการ ฮาบิแทท รวมโชค, บีลีฟ วงแหวน-สันกำแพง
นอกจากนี้ในไตรมาส 4/2568 บริษัทสามารถสร้างยอดขายสุทธิ ได้สูงถึง 3,633 ล้านบาท จากโครงการ อะไรซ์ ไวบ์, อะไรซ์ ฮิลล์, บีลีฟ วงแหวน-สันกำแพง, เดอะเน็ก เจ็ดยอด 3, ฮาบิแทท รวมโชค และ ดิ แอสตร้า อินฟินิท ความสำเร็จดังกล่าวเป็นผลจากการที่บริษัทมุ่งพัฒนาโครงการทั้งแนวราบและแนวสูง ที่ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้า Real Demand ชาวไทยและชาวต่างชาติ ในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญจังหวัดเชียงใหม่และภูเก็ตได้อย่างครอบคลุม รวมถึงปรับกลยุทธ์การขายให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตามในช่วงที่ผ่านมาบริษัทมีต้นทุนในการขายปรับตัวสูงขึ้น จากการจัดกิจกรรมการตลาดเชิงรุกอย่างเข้มข้น เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อและเร่งการโอนกรรมสิทธิ์ อีกทั้งมีโครงการที่อยู่ระหว่างขายเพิ่มขึ้น แต่บริษัทสามารถรักษาระดับอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ให้อยู่ที่ระดับ 40% ได้อย่างต่อเนื่อง มีสภาพคล่องทางการเงินที่แข็งแกร่ง ภาระดอกเบี้ยต่ำ อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุน (IBD/E) อยู่ที่ 0.63 เท่า และมีกระแสเงินสดเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 332 ล้านบาท ซึ่งมีความพร้อมในการนำไปต่อยอดการเติบโต และขยายโครงการใหม่ในอนาคต
อีกทั้ง บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับการควบคุมค่าใช้จ่ายและบริหารจัดการต้นทุนในทุกมิติ เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน ยกระดับมาตรฐานการอยู่อาศัยที่มีคุณภาพสู่ลูกค้า และเดินหน้าธุรกิจย่อย โรงเรียนนานาชาติ คอมมูนิตี้มอลล์ ทรัพย์มือสอง สร้างการเติบโตที่มั่นคงในระยะยาว
นอกจากนี้ คณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติจ่ายปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นเป็นเงินสดในอัตรา 0.02 บาทต่อหุ้น รวมเป็นปันผลจ่ายทั้งสิ้นไม่เกิน 30 ล้านบาท ทั้งนี้ คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 ที่ 13.27% ของกำไรสุทธิหลังหักสำรองตามกฎหมาย โดยกำไรและกระแสเงินสดส่วนที่เหลือใช้เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการขยายโครงการใหม่และพัฒนาโครงการเดิม อีกทั้ง ลงทุนในธุรกิจของบริษัทย่อยเพื่อสร้างรายได้ประจำ โดยมติดังกล่าวเตรียมนำเสนอเพื่อขออนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 วันที่ 24 เมษายน 2569 นี้


