สมรภูมิค้าปลีก 2568: ยุคที่ “ยอดขาย” ไม่สำคัญเท่า “คุณภาพโครงสร้างธุรกิจ”

เมื่อหน้าร้านออฟไลน์และแพลตฟอร์มออนไลน์ต้องผสานกันเป็นหนึ่งเดียว ธุรกิจค้าปลีกยุคใหม่จึงไม่ใช่แค่การซื้อมาขายไป! เจาะลึกสมรภูมิค้าปลีกที่กำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายรอบด้าน อะไรคือโครงสร้างธุรกิจที่เป็นแต้มต่อสำคัญในการเอาชนะใจลูกค้าทั้ง B2B และ B2C พร้อมถอดรหัสทำไมชื่อของ CPAXT ถึงโดดเด่นและน่าจับตาในเกมการแข่งขันระยะยาวนี้


การทยอยประกาศผลประกอบการของกลุ่มค้าปลีกในปี 2568 เผยให้เห็นภาพความท้าทายที่ชัดเจน ธุรกิจต่างต้องเผชิญกับแรงกดดันรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นกำลังซื้อที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ผลกระทบจากมาตรการต่างๆ รวมถึงการแข่งขันที่ดุเดือดจากทั้งคู่แข่งดั้งเดิมและแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ซึ่งเรียกได้ว่า สมรภูมิค้าปลีกยุคใหม่ได้เปิดเกมขึ้นแล้ว และผู้เล่นที่จะโดดเด่นได้จะต้องมีโครงสร้างที่พร้อมต่อการเติบโตในระยะยาว

สิ่งที่ตลาดและนักลงทุนให้น้ำหนักมากขึ้นในปัจจุบันเพื่อประเมินศักยภาพหุ้นระยะยาว จึงก้าวข้ามเพียงแค่ตัวเลขการเติบโตของยอดขายฉาบฉวย แต่เจาะลึกลงไปถึง “คุณภาพโครงสร้างธุรกิจ” เพราะใครที่มีโครงสร้างแข็งแรงกว่า ย่อมกุมแต้มต่อในมือ

4 เสาหลัก โครงสร้างธุรกิจที่แข็งแกร่งในยุคนี้ประกอบด้วยอะไรบ้าง?

  • สาขาคือจุดยุทธศาสตร์ (Strategic Branch Network): เครือข่ายสาขาที่กว้างขวางคือแต้มต่อสำคัญที่ช่วยสนับสนุนยอดขายทั้งโลกออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาว เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเชื่อมต่อทั้งสองโลกเข้าด้วยกัน สาขาจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่หน้าร้าน แต่ยังทำหน้าที่เป็นจุดกระจายสินค้าออนไลน์ชั้นเยี่ยม ผู้ที่มีสาขาครอบคลุมกว่าย่อมได้เปรียบทั้งในแง่ความเร็วในการให้บริการและต้นทุนการขนส่งที่ลดลง
  • แพลตฟอร์มออนไลน์คือ “หัวใจ” (Digital Core): การมีแพลตฟอร์มออนไลน์ที่แข็งแกร่งถือเป็นหัวใจของการแข่งขันในยุคนี้ แพลตฟอร์มที่สามารถมอบประสบการณ์ชั้นเลิศ ใช้งานสะดวก มีสินค้าหลากหลาย พร้อมโปรโมชันที่ตรงใจและระบบสมาชิกที่ดึงดูด จะช่วยเชื่อมโยงฐานลูกค้าทั้ง B2B และ B2C ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งเหล่านี้คือฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้ยอดขายออนไลน์เติบโตอย่างแข็งแกร่ง และเป็นโครงสร้างที่นักลงทุนต้องจับตามองเวลาประเมินหุ้นกลุ่มค้าปลีก
  • กระจายความเสี่ยงด้วยฐานลูกค้าที่สมดุล (B2B & B2C Synergy): การมีฐานลูกค้าที่หลากหลายทั้งกลุ่ม B2B (เช่น ผู้ประกอบการ ร้านอาหาร โรงแรม) ควบคู่กับกลุ่ม B2C (ผู้บริโภคทั่วไป) ถือเป็นแต้มต่อที่ช่วยเพิ่มโอกาสและกระจายความเสี่ยงให้ธุรกิจ การลดการพึ่งพารายได้จากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งทำให้โครงสร้างรายได้มีเสถียรภาพ ตัวอย่างเช่น หากกำลังซื้อภาคครัวเรือนชะลอตัว กลุ่ม B2B อาจยังเติบโตได้ตามภาคการท่องเที่ยว หรือหากภาครัฐมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ห้างสมัยใหม่ไม่ได้เข้าร่วม ยอดขาย B2B ก็ยังเติบโตได้จากการเป็นแหล่งส่งสินค้าให้ร้านโชห่วยที่เข้าร่วมโครงการ
  • สยายปีกสู่ภูมิภาค (Global Expansion): อีกหนึ่งปัจจัยที่นักลงทุนควรให้ความสำคัญคือ ศักยภาพและความเร็วในการขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ การสร้างยอดขายจากกลุ่มลูกค้าใหม่ในระดับภูมิภาค โดยเฉพาะในประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตสูงและยังมีโอกาสในตลาดค้าปลีกอีกมาก จะเป็นตัวเร่งการเติบโตที่สำคัญ

ส่องผู้เล่นไทย ใครคือตัวจริงที่พร้อมรบ?

เมื่อกลับมามองผู้เล่นในไทยเพื่อหาว่ารายใดมีความพร้อมด้านโครงสร้างธุรกิจ ค้าปลีกค้าส่งอย่าง ซีพี แอ็กซ์ตร้า (CPAXT) ถือว่ามีโครงสร้างที่น่าจับตาอย่างยิ่ง CPAXT มีจุดแข็งจากการมีฐานลูกค้าทั้ง B2B และ B2C พร้อมเครือข่ายสาขาที่ครอบคลุมทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังผสานความแข็งแกร่งด้วยแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง Lotus’s Smart App และ Makro PRO ซึ่งแอปหลังนี้เพิ่งได้รับการจัดอันดับจาก Euromonitor International ให้เป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทยอันดับ 1

ในด้านการเติบโตต่างประเทศ บริษัทก็มีศักยภาพและความรวดเร็วในการขยายตลาด ดังที่เห็นได้จากการเข้าซื้อหุ้นใน Renewed Hope Pte. Ltd. ในปีที่ผ่านมา รวมถึงมีแผนการเตรียมขยายสาขาแม็คโครเจาะตลาดฟิลิปปินส์

มองข้ามช็อตสู่ความยั่งยืน

ดังนั้น คำถามสำคัญสำหรับนักลงทุนในเวลานี้ จึงไม่ใช่แค่การมองหาว่าใครสร้างการเติบโตของยอดขายได้ดีที่สุดในปีที่ผ่านมา แต่เราต้องมองไปข้างหน้า เพื่อหาคำตอบว่าใครมีโครงสร้างธุรกิจที่ยืดหยุ่น สามารถปรับตัวขับเคลื่อนไปตามพฤติกรรมผู้บริโภค และเอื้อต่อการเติบโตในระยะยาวได้ดีกว่ากัน ซึ่งหากวิเคราะห์จากปัจจัยทั้งหมด CPAXT ถือเป็นอีกหนึ่งหุ้นค้าปลีกที่มีโครงสร้างโดดเด่นและน่าจับตามอง เพราะในยุคการแข่งขันค้าปลีกที่ดุเดือด ใครที่มีความพร้อมและเคลื่อนไหวได้เร็วกว่า คนนั้นคือผู้ที่ได้ไปต่อ

Back to top button