
NEC รุกตลาดโซลูชัน Time Synchronization ชูแม่นยำระดับนาโนวินาที เจาะการบิน-พลังงาน
NEC รุกธุรกิจโซลูชันสอบเทียบเวลา (Time Synchronization) ชูความแม่นยำระดับนาโนวินาที เจาะกลุ่มการบิน พลังงาน โทรคมนาคม พร้อมดันไทยเป็นฮับอาเซียน หนุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลให้ปลอดภัยและไร้รอยต่อ
บริษัท เอ็นอีซี คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด หรือ NEC ประกาศเดินหน้าขยายธุรกิจโซลูชันสอบเทียบเวลา (Time Synchronization) เพื่อเสริมบทบาทในการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีความสำคัญต่อภารกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตสูง อาทิ อุตสาหกรรมการบิน สาธารณูปโภคด้านพลังงาน และโทรคมนาคม ซึ่งการขยายธุรกิจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์ของบริษัทที่มุ่งเน้นนำเสนอเทคโนโลยีที่มีความแม่นยำ ยืดหยุ่น และเชื่อถือได้ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานแบบเรียลไทม์ พร้อมเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ ในยุคที่ภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ กำลังเร่งปรับเปลี่ยนองค์กรสู่ระบบดิจิทัล (Digital Transformation) ความแม่นยำและความน่าเชื่อถือของเวลาได้กลายเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญสำหรับโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายการขนส่ง ระบบพลังงาน การสื่อสารเคลื่อนที่ หรือศูนย์ข้อมูล (Data Center) โดยการซิงโครไนซ์เวลาที่แม่นยำจะช่วยให้ระบบที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงถึงกันสามารถทำงานได้อย่างปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และทันต่อเหตุการณ์
นายอิชิโร คุริฮาระ ประธานบริษัท เอ็นอีซี คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า เทคโนโลยีซิงโครไนซ์เวลากำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในหลากหลายอุตสาหกรรม รวมถึงบริการสาธารณะและสาธารณสุข เนื่องจากเทคโนโลยีนี้ช่วยให้ระบบเครือข่ายและอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกันสามารถทำงานได้อย่างแม่นยำ ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ การกำหนดเวลาที่ถูกต้องจะทำให้ทุกองค์ประกอบในเครือข่ายทำงานสอดประสานกัน ซึ่งถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในยุคดิจิทัลที่ทุกระบบมีความเชื่อมโยงกันอย่างสูง
โดยโซลูชันซิงโครไนซ์เวลาถูกนำไปประยุกต์ใช้ในหลากหลายภาคส่วน เพื่อสนับสนุนระบบสำคัญที่ต้องมีมาตรฐานควบคุม อาทิ ระบบกำหนดตำแหน่งนำทางและเวลา (Positioning, Navigation, and Timing: PNT), ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์, ระบบสมาร์ทกริดและสาธารณูปโภคไฟฟ้า, การควบคุมการจราจรทางอากาศ, เครือข่ายความปลอดภัยสาธารณะยุคใหม่, ศูนย์ข้อมูล, ระบบการเงินและธนาคาร ตลอดจนบริการแพทย์ทางไกล ซึ่งในแต่ละภาคส่วนนั้น ความแม่นยำของเวลาถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยรักษาความต่อเนื่องในการดำเนินงาน ความปลอดภัย และการปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมาย
ขณะที่ปัจจุบันระบบดิจิทัลส่วนใหญ่จำเป็นต้องพึ่งพาสัญญาณเวลาและตำแหน่งจากระบบดาวเทียมนำทาง (Global Navigation Satellite Systems: GNSS) อย่างไรก็ตาม สัญญาณ GNSS อาจถูกรบกวนหรือไม่สามารถใช้งานได้ในบางสภาพแวดล้อม ซึ่งการขัดข้องเพียงชั่วครู่ก็อาจส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อระบบเครือข่ายโดยรวมได้ เทคโนโลยีซิงโครไนซ์เวลาจึงเข้ามาช่วยลดความเสี่ยงเหล่านี้ ด้วยการรักษาความแม่นยำและเสถียรภาพของเวลาระหว่างอุปกรณ์และเครือข่าย ป้องกันการหยุดชะงักของบริการและความเสียหายทางเศรษฐกิจ โดยมีข้อมูลการศึกษาที่ระบุว่า การหยุดชะงักของสัญญาณ GNSS ในสหรัฐอเมริกาส่งผลให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวันในปี 2563 ขณะที่ในสหราชอาณาจักรมีการประเมินว่าความเสียหายอาจพุ่งสูงถึง 7.6 พันล้านปอนด์ต่อสัปดาห์
นายคุริฮาระ กล่าวเสริมว่า NEC มีระบบซิงโครไนซ์เวลาที่มีความแม่นยำในระดับนาโนวินาที หรือมีค่าความคลาดเคลื่อนเพียงหนึ่งในพันล้านวินาที โซลูชันของบริษัทจึงช่วยให้การประสานงานของอุปกรณ์ในเครือข่ายลูกค้ามีความปลอดภัยและแม่นยำสูงสุด ลดความเสี่ยงจากการขัดข้องในการเชื่อมต่อสัญญาณกับระบบดาวเทียม GNSS ลงได้อย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับผลงานในประเทศไทย NEC ได้ดำเนินการติดตั้งระบบ Master Clock Time Synchronization ให้กับเครือข่ายรถไฟฟ้า โดยกระจายสัญญาณเวลาที่แม่นยำไปยังระบบย่อยที่สำคัญ เช่น ระบบสื่อสาร, สัญญาณรถไฟ, ข้อมูลผู้โดยสาร, ระบบเก็บค่าโดยสาร, ระบบความปลอดภัย และระบบ SCADA ซึ่งการซิงโครไนซ์เวลาที่ถูกต้องในแต่ละระบบล้วนมีความสำคัญต่อความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และประสิทธิภาพของการเดินรถ นอกจากนี้ บริษัทยังได้ติดตั้งโซลูชันดังกล่าวเพื่อสนับสนุนการควบคุมจราจรทางอากาศในสนามบินพาณิชย์หลายแห่งทั่วประเทศ ช่วยเพิ่มความปลอดภัยและยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน ขณะที่ในภาคพลังงาน NEC ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพความแม่นยำของเวลาระดับนาโนวินาทีในระบบสมาร์ทกริด เพื่อสนับสนุนการจ่ายไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพและการบริหารจัดการโครงข่ายขั้นสูง
นอกเหนือจากการดำเนินงานในประเทศแล้ว NEC ประเทศไทยยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลาง (Hub) ระดับภูมิภาคในการสนับสนุนลูกค้าในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน โดยผู้ให้บริการโทรคมนาคมในภูมิภาคอาเซียนได้เลือกใช้โซลูชันของ NEC เพื่อซิงโครไนซ์ระบบควบคุมเครือข่ายมือถือ ทำให้สถานีฐานแต่ละแห่งมีเวลาที่ตรงกันอย่างแม่นยำ ส่งผลให้การให้บริการสื่อสารมีความน่าเชื่อถือและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น
นายคุริฮาระ เน้นย้ำทิ้งท้ายว่า ความสำเร็จของ NEC เกิดจากความร่วมมือที่แข็งแกร่งกับพันธมิตรด้านเทคโนโลยีระดับโลก เช่น ADTRAN ตลอดจนความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในความต้องการของลูกค้าและสภาพแวดล้อมการดำเนินงานในแต่ละพื้นที่ ทำให้บริษัทสามารถติดตั้งและบูรณาการเครือข่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ NEC ยังคงมุ่งมั่นส่งมอบโซลูชันที่ปลอดภัย สามารถขยายตัวได้ และมีประสิทธิภาพสูง เพื่อช่วยผลักดันให้อุตสาหกรรมต่าง ๆ ก้าวสู่อนาคตที่ปลอดภัยและเชื่อมโยงกันมากยิ่งขึ้น โดยข้อได้เปรียบหลักของโซลูชันจาก NEC ประกอบด้วยความแม่นยำระดับนาโนวินาที ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเครือข่าย และการสนับสนุนแบบครบวงจร ตั้งแต่การให้คำปรึกษา การออกแบบระบบ การติดตั้ง ไปจนถึงการดูแลระยะยาว ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนมาอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางยุคที่ภาคอุตสาหกรรมต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีความทนทานและพร้อมทำงานแบบเรียลไทม์มากขึ้น

