CGSI แนะซื้อ TRUE เป้าใหม่ 18.30 บาท มองกำไรปี 69-71 โตแกร่ง

CGSI แนะนำ “ซื้อ” TRUE อัพเป้าใหม่ 18.30 บาท รับไตรมาส 4/68 พลิกกำไร 4 พันล้านบาท โตทะลุคาด 25% ประเมินแนวโน้มกำไรปี 69-71 เติบโตแข็งแกร่ง รับอานิสงส์คุมต้นทุน-ลดแข่งขัน เล็งแจกปันผลสูง


ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์ แนะนำ “ซื้อ” หุ้นบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE โดยประเมินผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/2568 มีกำไรสุทธิ 4 พันล้านบาท พลิกกลับจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (ไตรมาส 4/2567) ที่มีผลขาดทุนสุทธิ 7.5 พันล้านบาท และเป็นตัวเลขที่สูงกว่าประมาณการถึง 25% ปัจจัยหนุนหลักมาจากการปรับปรุงรายการผลประโยชน์ทางภาษีจำนวน 1.8 พันล้านบาท

ขณะเดียวกัน บริษัทได้บันทึกการด้อยค่าจากการลงทุน การด้อยค่าค่าความนิยม และการด้อยค่าสินทรัพย์รวม 4.3 พันล้านบาท ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในระดับ 2.3 พันล้านบาท อย่างไรก็ตาม หากไม่รวมรายการด้อยค่าดังกล่าว บริษัทจะมีกำไรปกติอยู่ที่ 6.53 พันล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 15% เมื่อเทียบกับกำไรปกติ 4.8 พันล้านบาทในไตรมาส 3/2568 และ 3.6 พันล้านบาทในไตรมาส 4/2567 ส่งผลให้ภาพรวมทั้งปี 2568 บริษัททำกำไรสุทธิได้ 9.24 พันล้านบาท และมีกำไรปกติ 1.98 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 100% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) พร้อมกันนี้ บริษัทยังได้ประกาศจ่ายเงินปันผลงวดสุดท้ายที่ 0.12 บาทต่อหุ้น ส่งผลให้เงินปันผลรวมทั้งปีอยู่ที่ 0.32 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าคาดการณ์

สำหรับทิศทางธุรกิจในปี 2569 บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้จากการให้บริการเติบโต 2–3% โดยได้รับปัจจัยบวกจากจำนวนผู้ใช้บริการที่เพิ่มขึ้นทั้งในกลุ่มธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ ควบคู่ไปกับรายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้บริการ (ARPU) ที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ตั้งเป้าเติบโต 7–9% จากการประหยัดค่าใช้จ่ายหลังชนะการประมูลคลื่นความถี่ในปี 2568 และการรักษาวินัยทางการเงินอย่างเคร่งครัด ด้านงบลงทุน (CAPEX) ในปี 2569 คาดว่าจะปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 2.5–2.7 หมื่นล้านบาท เนื่องจากโครงการปรับปรุงโครงข่ายตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมาใกล้เสร็จสมบูรณ์

ส่งผลให้สัดส่วนงบลงทุนต่อรายได้จะลดลงเหลือ 13–14% ในช่วงปี 2569–2571 เมื่อเทียบกับระดับ 17% ในปี 2568 นอกจากนี้ คณะผู้บริหารยังได้ย้ำจุดยืนที่จะไม่ใช้กลยุทธ์การทำราคาเชิงรุก เพื่อลดความรุนแรงของการแข่งขันด้านราคาในตลาดโทรคมนาคม

ทั้งนี้ ฝ่ายวิเคราะห์ฯ ได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ในช่วงปี 2569–2570 ขึ้น 0.8–20.4% เพื่อสะท้อนผลประกอบการปี 2568 ที่ออกมาดีกว่าความคาดหมาย รวมถึงการใช้สมมติฐานอัตรากำไร EBITDA ใหม่ และสะท้อนเป้าหมายอัตราการจ่ายเงินปันผลที่บริษัทตั้งเป้าไว้ระดับ 70% ของกำไรสุทธิในช่วงปี 2569–2571 ดังนั้น จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” พร้อมปรับเพิ่มราคาเป้าหมายประเมินด้วยวิธีคิดลดกระแสเงินสด (DCF) เป็น 18.30 บาท จากเดิม 14.70 บาท

การปรับเพิ่มราคาเป้าหมายดังกล่าวสอดรับกับการคาดการณ์ที่ว่าบริษัทจะมีกำไรเติบโตอย่างแข็งแกร่งในช่วงปี 2569–2571 ภายหลังจากการรับรู้ปัจจัยเชิงลบทั้งหมด (Kitchen-sinking) ไปแล้วในช่วงปี 2567–2568 ประกอบกับอัตราการจ่ายเงินปันผลที่คาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งจะช่วยเพิ่มผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้น รวมไปถึงภูมิทัศน์การแข่งขันในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยที่ปรับตัวดีขึ้นภายหลังจากการประมูลคลื่นความถี่ในเดือนมิถุนายน 2568

อย่างไรก็ดี บริษัทยังคงมีความเสี่ยงขาลง (Downside Risk) หากธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และบรอดแบนด์มีการแข่งขันรุนแรงขึ้น หรือบริษัทเผชิญกับผลขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ในทางกลับกัน ปัจจัยบวกที่จะช่วยสนับสนุนราคาหุ้น (Upside) คือความสามารถในการประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าเป้าหมาย รวมถึงยอดผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และบรอดแบนด์ที่เพิ่มขึ้นสุทธิมากกว่าคาด

Back to top button