
PTT กางแผนปี 69 เน้นบริหารสินทรัพย์ ดึงพาร์ตเนอร์โลก เร่ง LNG–CCS ลุย JUMP+ โตยั่งยืน
PTT กางแผนปี 69 เร่งเพิ่มประสิทธิภาพสินทรัพย์และปรับพอร์ตธุรกิจ ดึง Global Partner เสริมแกร่งปิโตรเคมี ตั้งเป้ากระแสเงินสด 100,000 ล้านบาท รักษาสมดุลลงทุน–ปันผล พร้อมเข้าร่วมโครงการ JUMP+พร้อมลุยขยายธุรกิจ LNG สู่เป้า 10 ล้านตันในปี 2573 และเดินหน้า CCS–ไฮโดรเจน สนับสนุนเป้าหมาย Net Zero สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจปีนี้มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น จากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นทั้งฝั่งต้นน้ำและปลายน้ำ โดยเฉพาะธุรกิจก๊าซและธุรกิจสำรวจและผลิต ขณะที่ราคาพลังงานและค่าการกลั่นยังมีความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และภาวะอุปทานล้นตลาด ทำให้บริษัทไม่สามารถประเมินทิศทางราคาได้อย่างชัดเจน
แม้เผชิญแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง รวมถึงมาร์จิ้นธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่นที่อ่อนตัว กลุ่ม ปตท. ยังสามารถรักษาความแข็งแกร่งของผลประกอบการในปีที่ผ่านมา โดยมีกำไรสุทธิราว 90,000 กว่าล้านบาท ปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากการดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพ (Profit Enhancement) การสร้าง Synergy ระหว่างบริษัทในกลุ่ม และการบริหารจัดการสินทรัพย์ (Asset Monetization) ซึ่งช่วยเสริมกำไรเพิ่มขึ้นกว่า 30,000 ล้านบาท ช่วยชดเชยแรงกดดันจากภาวะตลาดที่ไม่เอื้ออำนวย
ส่วนแผนธุรกิจปี 2569 บริษัทจะมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพและบริหารต้นทุนมากกว่าการพึ่งพาปัจจัยด้านราคา พร้อมเดินหน้าปรับพอร์ตธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจใดที่ไม่สามารถแข่งขันได้ในระยะยาวก็พร้อมพิจารณาปรับโครงสร้างหรือยุติการดำเนินงาน โดยย้ำว่าการทบทวนพอร์ตเป็นกระบวนการปกติตามวัฏจักรธุรกิจ
โดยเฉพาะการหาพันธมิตรเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญ ในการเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจในเครือ และเพิ่มมูลค่ากิจการในระยะยาว โดยปีนี้จะเน้นพันธมิตรที่เป็น “Global Player” มีศักยภาพระดับสากล และสามารถสร้าง Synergy ได้จริง ทั้งด้านตลาดและวัตถุดิบ เป้าหมายคือยกระดับขีดความสามารถแข่งขัน และเปลี่ยนคู่แข่งในภูมิภาคให้เป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์
สำหรับกลุ่มธุรกิจเป้าหมายหลัก ได้แก่ 1.ธุรกิจปิโตรเคมีเป็นกลุ่มหลักที่กำลังมองหาพันธมิตรเพื่อเข้ามาเสริมความสามารถในการแข่งขัน โดยจะพิจารณาเป็นรายบริษัท (เช่น PTTGC หรือ IRPC) ไม่ได้มีแผนที่จะนำบริษัทลูกมาควบรวมกันเองก่อนหาพันธมิตร
2.ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ผ่านบริษัท PTT Tank (ซึ่งดูแลทรัพย์สินประเภทท่อและท่าเรือ) โดยพันธมิตรกลุ่มนี้มักเป็นกลุ่มที่เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะเข้ามาช่วยเสริมความสามารถหรือสร้างโอกาสในการไปลงทุนในพื้นที่อื่น ๆ
ด้านการบริหารเงินสดบริษัทตั้งเป้าหมายเพิ่มกระแสเงินสดรวม 100,000 ล้านบาทในช่วงปี 2025–2026 โดยจะเร่งดำเนินการ Asset Monetization อย่างต่อเนื่อง ควบคู่การบริหารต้นทุนและลงทุนอย่างรอบคอบในโครงการที่มีความเสี่ยงต่ำและให้ผลตอบแทนเหมาะสม
โดยบริษัทเน้นรักษาวินัยทางการเงิน และสมดุลระหว่างการลงทุนในโครงการใหม่กับการจ่ายผลตอบแทนผู้ถือหุ้น กรณีเงินปันผลพิเศษเป็นการพิจารณาตามกระแสเงินสดส่วนเกินในแต่ละปี ไม่ถือเป็นความคาดหวังถาวร ส่วนโครงการซื้อหุ้นคืนอยู่ระหว่างพิจารณาทางเลือกในระยะถัดไป
บริษัทได้เสนอแผนเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าของบริษัทจดทะเบียน (JUMP+) ของ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมีเป้าหมายยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน การเปิดเผยข้อมูล และการสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน พร้อมกันนี้ ปตท. ได้เชิญชวนกลุ่มบริษัทในเครือเข้าร่วมโครงการดังกล่าวด้วย โดยหากไม่ทันรอบแรกยังสามารถเข้าร่วมในรอบถัดไปได้ ทั้งนี้ โครงการ JUMP+ ได้ขยายเวลารับสมัครถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569
นอกจากนี้หนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญคือการขยายธุรกิจ LNG ซึ่งถูกมองเป็นเชื้อเพลิงเปลี่ยนผ่านในช่วง 20–30 ปีข้างหน้า ปัจจุบัน ปตท. มีปริมาณซื้อขาย LNG ราว 2–3 ล้านตันต่อปี ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 10 ล้านตันต่อปีภายในปี 2573 และ 15 ล้านตันต่อปีภายในปี 2578 เพื่อยกระดับสู่การเป็นผู้เล่น LNG ระดับโลก ทั้งด้านการจัดหาและการตลาด ควบคู่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการแข่งขัน
ในมิติพลังงานสะอาด ปตท. เดินหน้าการลงทุนด้านการลดคาร์บอน โดยเฉพาะโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญสู่เป้าหมาย Net Zero ปี 2050 ของประเทศ ความสำเร็จของ CCS จำเป็นต้องอาศัยทั้งความพร้อมทางเทคโนโลยี และกรอบกฎหมายที่รองรับ รวมถึงความสมดุลระหว่างมาตรการภาษีคาร์บอนกับแรงจูงใจการลงทุน
สำหรับไฮโดรเจน บริษัทมองว่าการใช้แอมโมเนียเป็นตัวกลางในโรงไฟฟ้า (Ammonia Co-firing) เป็นแนวทางที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดในระยะต้น เนื่องจากต้นทุนต่ำกว่าการใช้ไฮโดรเจนโดยตรง และสามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้ โดยการเกิดขึ้นจริงขึ้นอยู่กับความพร้อมด้านเทคโนโลยี กฎระเบียบ และความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์
อย่างไรก็ตามกลุ่ม ปตท. ยังเดินหน้าการเปลี่ยนผ่านองค์กรด้วยการนำ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในธุรกิจสำรวจและผลิต รวมถึงโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มความแม่นยำในการดำเนินงาน ควบคู่การพัฒนาทักษะบุคลากรอย่างต่อเนื่อง

