
A5 ปักธงยอดขายปีนี้ 1.6 พันล้าน ลุย 2 ธุรกิจใหม่ เสริม Ecosystem ปั้นรายได้ประจำ
A5 ปักธงปี 69 ยอดขายแตะ 1.6 พันล้าน เดินหน้ากลยุทธ์ "Scaling the Core" พร้อมตุนแบ็กล็อกแน่น 967 ล้านบาท เล็งเปิด 5 โครงการใหม่ 5.1 พันล้าน รุกปั้น 2 บริษัทย่อยรุกออกแบบและบริการ ตั้งเป้าดันเข้าตลาดหุ้นภายใน 3 ปี
นายศุภโชค ปัญจทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซท ไฟว์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ A5 เปิดเผยในงานแถลงข่าว “Scaling the Core, Shaping the Future” ว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีความไม่แน่นอนสูง ผู้ประกอบการที่สามารถปรับตัวได้ทันท่วงที อ่านเกมขาด และมีกลยุทธ์ที่ชัดเจนจึงจะสามารถอยู่รอดได้ เนื่องจากวัฏจักรการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ตั้งแต่กระบวนการจัดซื้อที่ดินจนถึงการปิดโครงการ ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 ปี และอาจนานถึง 8-10 ปีสำหรับโครงการขนาดใหญ่ บริษัทฯ จึงมุ่งเน้นความพร้อมในการปรับตัวขององค์กรให้สอดรับกับเทรนด์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
สำหรับพฤติกรรมผู้บริโภคในตลาดบ้านหรู (Luxury) พบว่านิยามความหรูหราไม่ได้จำกัดอยู่ที่ขนาดของบ้านอีกต่อไป แต่ต้องตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และฟังก์ชันการใช้งาน (Layout) อย่างแท้จริงเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพย์สินในระยะยาว โดยกลุ่มผู้ซื้อบ้านหรูในปัจจุบันล้วนเป็นผู้ที่มีประสบการณ์สูง มักเป็นการซื้อบ้านหลังที่ 2 ถึง 4 หรือมีการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ บริษัทฯ มองว่า 3 เทรนด์หลักที่จะขับเคลื่อนตลาดลักชัวรี ได้แก่
1.ยุคแห่ง Personalization ที่ผู้บริโภคต้องการความเฉพาะตัวสูง, 2.การดูแลสุขภาพ (Wellness) เช่น ระบบกรองอากาศ การหมุนเวียนอากาศ (Airflow) การส่งเสริมคุณภาพการนอนหลับ และพื้นที่ออกกำลังกาย และ 3.การสร้างคุณค่าทางอารมณ์และมรดกตกทอด (Emotional Value & Legacy)
นอกจากนี้ อนาคตของการอยู่อาศัยจะถูกพัฒนาในรูปแบบของระบบนิเวศ (Ecosystem) โดยบริษัทฯ ได้นำเทคโนโลยี Generative AI หรือ Design Intelligence เข้ามาช่วยยกระดับการออกแบบแบบ Personalization ให้สามารถขยายสเกลการทำงานได้รวดเร็วและตอบสนองความต้องการลูกค้าระดับลักชัวรีได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ด้านผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา บริษัทฯ มีสุขภาพทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 31% กวาดรายได้รวม 1,300 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 103 ล้านบาท ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) อยู่ในระดับ 1.2 เท่า อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (IBD/E) อยู่ที่ 1.06 เท่า และอัตราส่วน NP/E อยู่ที่ระดับประมาณ 1 เท่า
โดยปัจจุบันบริษัทฯ มียอดขายรอโอน (Backlog) รวม 967 ล้านบาท แบ่งเป็น โครงการวานา 2 (VANA 2) 135 ล้านบาท, โครงการ แซงค์ รอยัล (Cinq Royal) บางนา 484 ล้านบาท, โครงการแซงเขียม 344 ล้านบาท และโครงการที่จังหวัดอุดรธานี 4 ล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีการบริหารจัดการหนี้ที่รัดกุม โดยมียอดหุ้นกู้คงค้างเพียง 300 ล้านบาท ซึ่งได้ชำระคืนไปแล้วเมื่อช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาโดยไม่มีการออกทดแทน (Roll over) สะท้อนถึงการดำเนินธุรกิจที่มีความเสี่ยงต่ำ
ทั้งนี้ ภายใต้กลยุทธ์ “Scaling the Core” บริษัทฯ มุ่งต่อยอดจุดแข็งที่ได้รับการการันตีจากรางวัลระดับประเทศ เช่น รางวัล Best Ultra Luxury Housing Development in Bangkok โดยมีจุดแข็งหลัก 5 ด้าน ประกอบด้วย 1.การเลือกทำเลศักยภาพ (Strategic Location) ที่เดินทางสะดวก ใกล้โรงเรียน โรงพยาบาล และเป็นที่ดินหายาก (Rare Item) 2.การสร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ (Product Differentiation) เพื่ออุดช่องว่างทางการตลาด 3.คุณภาพที่ไม่ประนีประนอม (Uncompromised Quality) ทั้งด้านวัสดุและการก่อสร้าง 4.ความเป็นเลิศด้านบริการ (Service Excellence) โดยเน้นหนักที่บริการหลังการขาย และ 5.ความยั่งยืน (Sustainability) ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยปีนี้บริษัทฯ ตั้งเป้าคว้าคะแนน ESG ระดับ 4 จากตลาดหลักทรัพย์ฯ
โดยจุดแข็งดังกล่าวส่งผลให้โครงการล่าสุดที่เปิดตัวไปเพียง 4 เดือนอย่าง แซงค์ รอยัล เมกาบางนา สามารถทำยอดขายได้แล้วเกือบ 50% แม้จะอยู่ในสภาวะที่มีสงครามในต่างประเทศ ซึ่งตอกย้ำว่าที่อยู่อาศัยยังเป็นปัจจัย 4 และเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven)
สำหรับแผนการขยายธุรกิจในอีก 2 ปีข้างหน้า บริษัทฯ เตรียมเปิดตัวโครงการใหม่รวม 10 โครงการ โดยเร็วๆ เตรียมเปิดตัว 5 โครงการใหม่ มูลค่าโครงการรวม 5,140 ล้านบาท เน้นทำเลฝั่งกรุงเทพฯ ตะวันออก ได้แก่ พระราม 9, กรุงเทพกรีฑา, บางนา, พัฒนาการ, เลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา (รามอินทรา-วัชรพล) รวมถึงทำเลราชพฤกษ์
พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ยังมีแผนขยายฐานลูกค้าในเซกเมนต์ใหม่ ทั้งกลุ่มบ้านระดับราคาต่ำกว่า 20 ล้านบาท และกลุ่มบ้านระดับอัลตราลักชัวรีที่ราคาปริมณฑลสูงกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในช่วง 2 ปีนี้
ทั้งนี้ บริษัทฯ มีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัย (Residential Development) ซึ่งเป็นรายได้หลัก แต่เพื่อสร้างความสมดุลและเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำ (Recurring Income) บริษัทฯ จึงได้พบโอกาสทางธุรกิจจาก Pain Point ของลูกค้าในตลาดระดับบน ที่มักประสบปัญหาความไม่เชื่อมโยงกันระหว่างผู้พัฒนาโครงการ นักออกแบบ และผู้บริหารนิติบุคคล รวมถึงความต้องการของลูกบ้านที่ต้องการบริการตกแต่งต่อเติม และการดูแลรักษาสภาพแวดล้อมภายในบ้านและโครงการ
ด้วยเหตุนี้ A5 จึงได้กำหนดกลยุทธ์ “5 เสาหลัก” เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืนในระดับ 100 ปี ประกอบด้วย 1.การพัฒนาที่อยู่อาศัย (Residential) ซึ่งเป็นเสาหลักเดิม 2.บริษัท เอไฟว์ ดีไซน์ จำกัด (A5 Design) 3.บริษัท อัพเพอร์ คลาส โซลูชัน จำกัด (Upper Class Solution) 4.New Opportunity การแบ่งงบลงทุนจากการซื้อที่ดิน 2-3 แปลงต่อปี มาลงทุน 1 แปลงในธุรกิจใหม่ๆ เพื่อสร้างรายได้เพิ่ม และ 5.บริษัทด้านเทคโนโลยี (Tech Company) ซึ่งจะมีการเปิดตัวในระยะถัดไป
สำหรับการเปิดตัว 2 บริษัทใหม่ในครั้งนี้ จะช่วยเสริมสร้าง Ecosystem ของ A5 ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยสามารถลดต้นทุนการดำเนินงานภายในโครงการของบริษัทฯ เองได้หลายสิบล้านบาทต่อปี สามารถควบคุมคุณภาพงานบริการ และยังสามารถต่อยอดรับงานจากลูกค้าภายนอกได้อีกด้วย ซึ่งบริษัทฯ ตั้งเป้าหมายว่าภายใน 2-3 ปี ธุรกิจใหม่เหล่านี้จะสร้างสัดส่วนรายได้ประจำให้บริษัทฯ ได้ถึง 20% ของรายได้รวม และมีแผนที่จะนำทั้ง 2 บริษัทนี้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายใน 3 ปีข้างหน้าหากผลประกอบการเป็นไปตามเกณฑ์
ด้านนายณัฐพล ผลอเนก ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจ บริษัท เอไฟว์ ดีไซน์ จำกัด (A5 Design) กล่าวว่า บริษัทฯ ให้บริการในรูปแบบ Conscious Design Service แบบครบวงจร ด้วยประสบการณ์ในตลาดลักชัวรีมากกว่า 10 ปี โดยมี 4 บริการหลัก ได้แก่ 1. Turn Key Design and Build 2. Furniture Stylist 3. Renovate and Extension และ 4. Design Consultant
โดยจุดแข็งของบริษัทฯ คือความเข้าใจในไลฟ์สไตล์ของลูกค้าระดับบน การคัดสรรวัสดุคุณภาพสูง ควบคุมโดยมาตรฐาน A5 Standard และการออกแบบที่เน้นความเหมาะสมพอดีแบบ Customization พิสูจน์ได้จากความสำเร็จของโครงการ แซงค์ รอยัล บางนา กม.7 ที่บ้านตัวอย่างได้รับความสนใจจนขายหมดอย่างรวดเร็ว ปัจจุบัน A5 Design มีลูกค้าทั้งจากในโครงการของ A5 และลูกค้าภายนอกในสัดส่วน 50:50 และมีมูลค่างานที่รอเซ็นสัญญา (Backlog) ประมาณ 100 ล้านบาท
ขณะที่ นายณัฐวัฒน์ หลวงวิเศษ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจ บริษัท อัพเพอร์ คลาส โซลูชัน จำกัด (Upper Class Solution) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ก่อตั้งขึ้นเพื่ออุดช่องโหว่ด้านบริการหลังการขาย โดยแบ่งการให้บริการเป็น 2 ส่วน คือ 1. การดูแลบริหารจัดการนิติบุคคลโครงการแบบครบทุกมิติ ทั้งงานนิติฯ ช่าง แม่บ้าน และคนสวน 2. การดูแลลูกบ้านแบบ Personal Assistant ครอบคลุมตั้งแต่งานซ่อมบำรุง ไปจนถึง Concierge Service ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ เช่น การจัดงานเลี้ยง จัดหาติวเตอร์ หรือช่างทำผม ปัจจุบันนำร่องให้บริการแล้ว 1 โครงการ และเตรียมขยายเพิ่มให้ครบ 4 โครงการภายใน 3 เดือนข้างหน้า โดยมุ่งเน้นการคัดสรรบริการที่ดีที่สุดและให้คำปรึกษาเชิงป้องกันแก่ลูกบ้าน
นอกจากนี้ นายศุภโชค ยังได้ประเมินภาพรวมธุรกิจในปีนี้ว่า บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 1,600 ล้านบาท และวางเป้าหมายการเติบโต 20-30% ต่อปี โดยในช่วง 2 เดือนแรกของไตรมาส 1 ที่ผ่านมา บริษัทฯ สามารถทำยอดขาย (Presale) ได้เกินกว่าเป้าหมายที่วางไว้ ขณะที่แผนการเปิดตัวโครงการใหม่ในปีหน้า บริษัทฯ เตรียมรุกตลาดบ้านเดี่ยวระดับราคาต่ำกว่า 20 ล้านบาท เป็นครั้งแรกในโซนตะวันตก โดยเน้นชูจุดเด่นด้านฟังก์ชันและพื้นที่ใช้สอย ส่วนการขยายตลาดต่างจังหวัด ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาทำเลที่มีศักยภาพ เช่น ภูเก็ต และพัทยา ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนภายใน 5 ปี
สำหรับปัจจัยท้าทายทางเศรษฐกิจ บริษัทฯ มีการประเมินความเสี่ยงด้านต้นทุนก่อสร้างจากปัญหาสงครามและราคาน้ำมัน โดยได้เตรียมแผนสำรองรองรับต้นทุนที่อาจปรับขึ้นประมาณ 10% ไว้แล้ว ขณะที่ปัจจัยในประเทศมองว่าเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ คาดหวังให้ภาครัฐออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจน โดยเฉพาะการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เช่น การปรับปรุงเกณฑ์วีซ่าระยะยาว หรือการขยายสิทธิการเช่าที่ดินเป็น 50-60 ปี เพื่อสร้างความต้องการในตลาดอสังหาริมทรัพย์ให้เติบโตอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แนวคิด “Gearing the Core, Shifting the Future” ของบริษัทฯ ในปีนี้








