เจาะพอร์ต “ต่างชาติ” ถือหุ้นไทย 5.61 ล้านลบ. ครอง 35.74% ของมาร์เก็ตแคป

ต่างชาติยังคงมีบทบาทสำคัญในตลาดหุ้นไทย โดย ณ สิ้นปี 2568 ถือครองหุ้นรวม 5.61 ล้านล้านบาท คิดเป็น 35.74% ของมาร์เก็ตแคปทั้งตลาด ขณะที่ต้นปี 2569 เงินทุนต่างชาติไหลกลับต่อเนื่อง ซื้อสุทธิแล้วกว่า 45,000 ล้านบาท แม้ตลาดผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการศึกษาข้อมูลการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศใน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ ตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ พบว่า ณ สิ้นปี 2568 นักลงทุนต่างชาติถือครองหุ้นของบริษัทจดทะเบียนรวม 861 หลักทรัพย์ คิดเป็นมูลค่าการถือครองรวม 5.61 ล้านล้านบาท หรือ 35.74% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมทั้งระบบ เพิ่มขึ้นจากสัดส่วน 33.83% ณ สิ้นปี 2567 ซึ่งมีมูลค่าการถือครองอยู่ที่ 5.83 ล้านล้านบาทใน 855 หลักทรัพย์

 

เมื่อเปรียบเทียบโครงสร้างการถือครองระหว่างปี 2567–2568 พบว่า นักลงทุนต่างชาติถือครองหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นสุทธิ 23 หลักทรัพย์ โดยในจำนวนนี้ 18 หลักทรัพย์ หรือราว 78.26% เป็นบริษัทจดทะเบียนใหม่ที่เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ระหว่างปี 2568 ขณะที่อีก 5 หลักทรัพย์เป็นการเข้าซื้อหุ้นในบริษัทที่มีการซื้อขายอยู่ก่อนแล้ว ในทางกลับกัน มีหลักทรัพย์จำนวน 17 หลักทรัพย์ที่นักลงทุนต่างชาติถือครอง ณ สิ้นปี 2567 แต่ไม่ปรากฏในพอร์ต ณ สิ้นปี 2568 โดยในจำนวนนี้ 12 หลักทรัพย์เป็นบริษัทที่เพิกถอนจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน และอีก 5 หลักทรัพย์เป็นการขายหุ้นออกจากพอร์ตการลงทุน

 

สำหรับทิศทางเงินทุนต่างชาติในช่วงต้นปี 2569 ปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากความชัดเจนของสถานการณ์ทางการเมืองภายหลังการเลือกตั้ง แนวโน้มการผ่อนคลายนโยบายการเงิน รวมถึงระดับราคาหุ้นไทยที่ปรับตัวลดลงมากในปีก่อน ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น โดยในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิรวมกว่า 58,905 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นระดับสูงเมื่อเทียบกับปี 2568 ที่ตลอดทั้งปีมีสถานะขายสุทธิรวม 107,096 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในเดือนมกราคม 2569 ดัชนี SET ปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.24% จากสิ้นปีก่อน พร้อมกับแรงซื้อสุทธิจากนักลงทุนต่างชาติ 4,345 ล้านบาท ส่งผลให้มูลค่าการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทย ณ สิ้นเดือนมกราคม ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 6.11 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 37.11% ของมูลค่าหลักทรัพย์รวมทั้งตลาด

ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ นักลงทุนต่างชาติยังคงซื้อสุทธิต่อเนื่อง โดยมียอดซื้อสุทธิรวม 54,560 ล้านบาท ภายหลังการประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ซึ่งสะท้อนแนวโน้มเสถียรภาพทางการเมืองที่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในวันเดียวสูงถึง 16,547 ล้านบาท ขณะที่ดัชนี SET ปรับตัวเพิ่มขึ้นอีก 15.69% จากสิ้นเดือนมกราคม ส่งผลให้มูลค่าการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างชาติมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ในเดือนมีนาคม 2569 ตลาดหุ้นทั่วโลกรวมถึงตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงกดดันจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ หลังเกิดปฏิบัติการทางทหารระหว่าง สหรัฐอเมริกา และ อิสราเอล กับ อิหร่าน ส่งผลให้ดัชนี SET ปรับตัวลดลงตามทิศทางตลาดโลก โดยเมื่อวันที่ 4 มีนาคม ดัชนีปรับลดลงมากกว่า 8% ระหว่างการซื้อขาย ทำให้ต้องประกาศใช้มาตรการ Circuit Breaker เป็นครั้งที่ 7 ของตลาดหุ้นไทย ก่อนจะปิดตลาดลดลง 5.58% จากวันก่อนหน้า

แม้สถานการณ์ตลาดจะผันผวน แต่ในวันดังกล่าวนักลงทุนต่างชาติยังคงซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทย 1,053 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ในช่วงวันที่ 5–6 มีนาคม นักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับมาขายสุทธิรวม 13,854 ล้านบาท ส่งผลให้ดัชนี SET ณ สิ้นวันที่ 6 มีนาคม ปิดที่ระดับ 1,410.37 จุด ลดลง 7.72% จากสิ้นเดือนกุมภาพันธ์

ทั้งนี้ หากพิจารณาตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 6 มีนาคม 2569 นักลงทุนต่างชาติยังคงมีสถานะซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยรวมกว่า 45,434 ล้านบาท ขณะที่ดัชนี SET ปรับเพิ่มขึ้น 11.96% จากสิ้นปีก่อน ส่งผลให้มูลค่าการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากระดับสิ้นปี 2568

นอกจากนี้ การศึกษาพฤติกรรมการซื้อขายในปี 2568 พบว่า นักลงทุนต่างชาติมีมูลค่าการซื้อขายรวมในตลาดหุ้นไทย 10.49 ล้านล้านบาท คิดเป็น 52.83% ของมูลค่าการซื้อขายรวมทั้งตลาด ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงสุดเมื่อเทียบกับนักลงทุนประเภทอื่น และถือเป็นปีที่ 4 ติดต่อกันนับตั้งแต่ปี 2565 ที่นักลงทุนต่างชาติมีสัดส่วนการซื้อขายสูงที่สุดในตลาด

หากเปรียบเทียบมูลค่าการซื้อขายดังกล่าวกับมูลค่าการถือครองหุ้นเฉลี่ยของนักลงทุนต่างชาติระหว่างสิ้นปี 2567 และ 2568 ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 5.72 ล้านล้านบาท พบว่านักลงทุนต่างชาติมีมูลค่าการซื้อขายสูงกว่ามูลค่าการถือครองเฉลี่ยราว 1.83 เท่า สะท้อนถึงพฤติกรรมการซื้อขายที่เน้นการทำกำไรระยะสั้นในตลาดหุ้นไทย

ทั้งนี้ โครงสร้างการซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติในปี 2568 แบ่งเป็นการซื้อขายหุ้นสามัญในประเทศ (Local Shares) คิดเป็น 53% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด รองลงมาเป็นตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างด้าว หรือ NVDR คิดเป็น 46.5% และการซื้อขายหุ้นต่างด้าว (Foreign Shares) เพียง 0.5%

อย่างไรก็ตาม แม้ในปี 2568 นักลงทุนต่างชาติจะมีสถานะขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยรวม 107,096 ล้านบาท แต่ยังคงซื้อสุทธิสะสมใน NVDR มูลค่า 87,095 ล้านบาท ขณะที่มีการขายสุทธิใน Local Shares จำนวน 190,724 ล้านบาท และขายสุทธิ Foreign Shares เล็กน้อยราว 3,467 ล้านบาท สะท้อนว่านักลงทุนต่างชาติยังคงให้ความสนใจลงทุนในตลาดหุ้นไทย โดยใช้กลยุทธ์ทำกำไรผ่านการซื้อขายระยะสั้น ควบคู่กับการรักษาระดับการลงทุนระยะยาวผ่านการถือครองหุ้นต่างด้าว

Back to top button