วิกฤต “ฮอร์มุซ” ฉุดอุปทานน้ำมันหาย 6.7 ล้านบาร์เรล ดันราคาพุ่ง ชู BCP-PTTGC-IVL เด่น

สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านดันน้ำมันดูไบพุ่งแตะ 128 เหรียญฯ หลังช่องแคบฮอร์มุซสะดุด ฉุดค่าการกลั่นร่วง โบรกฯ ชี้ช่องลงทุน ชู PTTEP, BCP, PTTGC และ IVL โดดเด่น รับอานิสงส์พึ่งพาน้ำมันตะวันออกกลางต่ำ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่านที่ปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ นำไปสู่การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและทำให้การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซติดขัดต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบฝั่งต้นน้ำปรับเพิ่มขึ้น 18-38% (สัปดาห์ต่อสัปดาห์)

โดยราคาน้ำมันดิบดูไบพุ่งขึ้น 29% จาก 99 ดอลลาร์สหรัฐ มาแตะระดับ 128 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล การปิดช่องแคบฮอร์มุซบีบให้ผู้ผลิตในอ่าวอาหรับต้องลดกำลังการผลิตลงถึง 6.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน (นำโดยอิรัก 2.9 ล้านบาร์เรล, ซาอุดีอาระเบีย 2.0-2.5 ล้านบาร์เรล, ยูเออี 0.5-0.8 ล้านบาร์เรล และคูเวต 0.5 ล้านบาร์เรล)

อย่างไรก็ดี ความกังวลเริ่มผ่อนคลายลงบ้างหลังเรือบรรทุกน้ำมันปากีสถาน 1 ลำ และเรือบรรทุก LPG อินเดีย 2 ลำสามารถแล่นผ่านได้ ประกอบกับมีปัจจัยกดดันเชิงราคาจากการที่ IEA ตกลงระบายน้ำมันสำรอง (SPR) 400 ล้านบาร์เรล (เป็นของสหรัฐฯ 172 ล้านบาร์เรลในช่วง 120 วัน) และสหรัฐฯ ผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรเรือขนส่งน้ำมันรัสเซียชั่วคราว 30 วัน (12 มีนาคม – 11 เมษายน) ทั้งนี้ แนวโน้มราคาน้ำมันดิบในเดือนมีนาคม 2569 ยังคงฟื้นตัวจากภาวะอุปทานชะงักงัน

ฝั่งอุตสาหกรรมโรงกลั่น ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ (SG GRM) ปรับลดลงแรง 72% จาก 14.5 ดอลลาร์สหรัฐ มาอยู่ที่ 4.0 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล กดดันจากส่วนต่างราคาน้ำมันเบนซินที่ลดลง 31% เหลือ 11.5 ดอลลาร์สหรัฐ และน้ำมันอากาศยานที่ลดลง 35% เหลือ 51.6 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เนื่องจากผู้ซื้อชะลอการสั่งซื้อจากฐานราคาที่สูงและผันผวน ทำให้ปรับราคาขายไม่ทันต้นทุน ทว่าส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลยังเพิ่มขึ้น 3% แตะ 51.7 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากการใช้โดรนโจมตีโรงกลั่นในตะวันออกกลางและอัตราการกลั่นในเอเชียที่ลดลง

อย่างไรก็ตาม คาดว่า SG GRM ในเดือนมีนาคม 2569 จะปรับเพิ่มขึ้นได้จากปัญหาการขนส่ง ทั้งนี้ หากช่องแคบฮอร์มุซปิดยืดเยื้อ โรงกลั่นที่พึ่งพาน้ำมันดิบตะวันออกกลางสูงจะรับผลกระทบหนัก ได้แก่ TOP (91%), SPRC (84%) และ IRPC (70%) ขณะที่ BCP (16%) และ PTTGC (10%) มีสัดส่วนพึ่งพาน้อยกว่ามาก

ทางด้านตลาดปิโตรเคมีส่วนใหญ่ฟื้นตัวจากภาวะอุปทานตึงตัวหลังโรงงานลดหรือหยุดการผลิต โดยสายโอเลฟินส์ได้แรงหนุนจากการขาดแคลนแนฟทา ส่งผลให้ส่วนต่างราคา HDPE เพิ่มขึ้น 19% จาก 379 ดอลลาร์สหรัฐ แตะ 451 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน และ PP เพิ่มขึ้น 21% จาก 398 ดอลลาร์สหรัฐ แตะ 482 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ซึ่งปัจจัยอุปทานชะงักงันนี้สามารถกลบผลกระทบจากการชะลอสะสมสต็อกของจีนได้

ขณะที่สายอะโรเมติกส์ (PX) ส่วนต่างราคาเพิ่มขึ้น 11% จากความต้องการของกลุ่มปลายน้ำ ส่วนสายโพลีเอสเตอร์ (PET) ส่วนต่างราคาพุ่งขึ้น 40-57% จาก 102 ดอลลาร์สหรัฐ แตะ 161 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน จากการขาดแคลนวัตถุดิบ MEG ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าสายโอเลฟินส์ในเดือนมีนาคม 2569 จะฟื้นตัวจากฐานต่ำ รับอานิสงส์ฤดูกาล Re-stock รอบใหญ่ของจีน

บล.กรุงศรี และ บล.เคจีไอ ประเมินภาพรวมว่า หุ้นกลุ่มสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรวมถึงปิโตรเคมีมีปัจจัยบวกจากราคาผลิตภัณฑ์ที่สูงขึ้น โดยชู PTTEP เป็นตัวเลือกเด่นที่สุดและได้ประโยชน์เต็มที่หากการปิดช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อกว่าคาด นอกจากนี้ยังเน้นการลงทุนใน BCP และ PTTGC (ซึ่งใช้ก๊าซเป็นวัตถุดิบหลัก) ที่พึ่งพาวัตถุดิบตะวันออกกลางต่ำกว่ากลุ่มโรงกลั่นด้วยกัน รวมถึง IVL ที่ได้อานิสงส์บวกจากการมีฐานการผลิตกระจายทั่วโลก โดยได้รับผลกระทบจากปัญหาห่วงโซ่อุปทานเพียงโรงงานเดียวในโปแลนด์เท่านั้น

Back to top button