
“ศุภจี” หารือทูตสหรัฐ เคลียร์ปม Section 301 ดันดีล ART ยกระดับการค้าไทย
รองนายกฯ ศุภจี หารือทูตสหรัฐฯ เคลียร์ปม Section 301 ก่อนบินต้น พ.ค. ดันดีล ART–ขยายลงทุน ย้ำปี 2568 การค้าไทย–สหรัฐฯ 93,651.36 ล้านดอลลาร์ ไทยเกินดุล 51,361.41 ล้านดอลลาร์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 3–6 พฤษภาคม 2569 ของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อหารือกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการชี้แจงการไต่สวนตามมาตรา 301 ของกฎหมายการค้าสหรัฐ (Section 301 of the Trade Act of 1974) นางศุภจีได้หารือกับนายฌอน โอนีลล์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569

ทั้งนี้ มาตรา 301 เป็นกลไกทางการค้าของสหรัฐฯ ที่ใช้ตรวจสอบและตอบโต้ประเทศคู่ค้าในกรณีที่ถูกมองว่ามีการดำเนินนโยบายไม่เป็นธรรม ซึ่งอาจนำไปสู่การใช้มาตรการทางภาษีหรือข้อจำกัดทางการค้า โดยไทยอยู่ระหว่างการชี้แจงข้อมูลต่อฝ่ายสหรัฐฯ ในประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน (excess capacity) และมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานบังคับ (forced labor)
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ภายหลังศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำพิพากษาจำกัดการใช้กฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉิน (IEEPA) ในการจัดเก็บภาษีในวงกว้าง รัฐบาลสหรัฐฯ ได้หันมาใช้มาตรา 122 ของกฎหมายการค้า ปี 1974 เพื่อจัดเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมในอัตรา 10% เป็นการชั่วคราวกับสินค้านำเข้าทั่วโลก จนถึงวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ซึ่งเป็นมาตรการระยะสั้นไม่เกิน 150 วัน และเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือทางการค้าที่ใช้ควบคู่กับมาตรา 301 ในการกำหนดทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐฯ

นางศุภจี เปิดเผยว่า การหารือกับนายฌอน โอนีลล์ เป็นไปอย่างสร้างสรรค์ และสะท้อนถึงความเชื่อมั่นร่วมกันในการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ซึ่งมีความสัมพันธ์ยาวนานกว่า 190 ปี
โดยไทยได้ชี้แจงต่อฝ่ายสหรัฐฯ อย่างรอบด้านในประเด็นมาตรา 301 ทั้งเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกิน และมาตรการด้านแรงงาน พร้อมย้ำว่าสินค้าส่งออกของไทยจำนวนมากอยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่สนับสนุนภาคการผลิตของสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ไทยมีมาตรการด้านแรงงานที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และพร้อมทำงานร่วมกับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน
พร้อมกันนี้ รัฐบาลไทยให้ความสำคัญต่อการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทย–สหรัฐฯ (Agreement on Reciprocal Trade: ART) โดยมีความพร้อมทำงานร่วมกับฝ่ายสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อเร่งผลักดันให้การเจรจามีความคืบหน้าและสามารถได้ข้อสรุปโดยเร็ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคธุรกิจและตลาดของทั้งสองประเทศ
นางศุภจี กล่าวว่า ไทยได้เสนอให้สหรัฐฯ พิจารณายกเว้นภาษีสำหรับสินค้าที่สหรัฐฯ ไม่สามารถผลิตได้เอง โดยเฉพาะสินค้าเกษตรส่งออกสำคัญ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อผู้บริโภคในสหรัฐฯ และส่งเสริมการค้าระหว่างกันในลักษณะที่เกื้อกูลกันมากขึ้น

นอกจากนี้ ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2569 มีกำหนดเดินทางเยือนสหรัฐฯ เพื่อเข้าร่วมงาน SelectUSA Investment Summit 2026 พร้อมคณะนักธุรกิจไทยชั้นนำ โดยจะมุ่งเน้นการขยายการลงทุนในสหรัฐฯ ในสาขาสำคัญ รวมถึงการหารือกับภาคเอกชนสหรัฐฯ อาทิ USABC และ USCC ซึ่งเป็นผู้ลงทุนหลักในไทย เพื่อส่งเสริมและอำนวยความสะดวกด้านการลงทุนระหว่างกัน ตลอดจนเป็นสักขีพยานในการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับพันธมิตรทางธุรกิจในสหรัฐฯ
ขณะเดียวกัน ไทยยังมีแผนสร้างสมดุลทางการค้าผ่านการนำเข้าสินค้าและวัตถุดิบที่จำเป็นจากสหรัฐฯ เช่น สินค้าเกษตรและพลังงาน เพื่อสะท้อนถึงความตั้งใจของไทยในการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่มีความรับผิดชอบและเชื่อถือได้
“ไทยมองว่าสหรัฐฯ เป็นหุ้นส่วนทางการค้าเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ และพร้อมทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจให้ก้าวสู่ระดับที่สูงขึ้น และเกิดประโยชน์ร่วมกันในระยะยาวอย่างยั่งยืน” นางศุภจี กล่าว
สำหรับภาพรวมการค้า ปี 2568 สหรัฐฯ เป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทย มีมูลค่าการค้ารวม 93,651.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปสหรัฐฯ มูลค่า 72,506.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมสินค้า เช่น คอมพิวเตอร์ ผลิตภัณฑ์ยาง อัญมณี รถยนต์ และเครื่องปรับอากาศ ขณะที่ไทยนำเข้าจากสหรัฐฯ มูลค่า 21,144.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อาทิ น้ำมันดิบ เครื่องจักรกล เครื่องบินและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ และเครื่องจักรไฟฟ้า ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ มูลค่า 51,361.41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :
พณ.เร่งผู้ประกอบการไทยเช็กสิทธิ “CAPE” ขอคืนภาษี IEEPA หลังสหรัฐเปิดระบบลงทะเบียน

