CGSI เพิ่มน้ำหนัก “กลุ่มอิเล็ก” แนะขาย DELTA โยกสะสม KCE

CGSI ปรับเพิ่มน้ำหนักกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เป็น Neutral รับอุปสงค์ AI แกร่งและตลาดดั้งเดิมเริ่มฟื้นตัว แนะโยกเงินจาก DELTA สะสมหุ้น laggard ขนาดเล็ก ชู KCE เป็น Top Pick รับอานิสงส์มาร์จิ้นฟื้น


ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์ ประเมินทิศทางกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ของไทย โดยปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนจากระดับ Underweight ขึ้นเป็น Neutral เนื่องจากมองว่าความเสี่ยงขาลง (Downside risk) ต่อประมาณการกำไรมีความสมดุลมากขึ้น พร้อมแนะนำให้นักลงทุนพิจารณาย้ายการลงทุนจากหุ้น DELTA ไปยังหุ้นกลุ่ม Laggard ที่มีขนาดเล็กกว่า ได้แก่ KCE, CCET และ HANA ซึ่งมีแนวโน้มความสามารถในการทำกำไรที่ปรับตัวดีขึ้นในปี 2569 และมีการประเมินมูลค่า (Valuation) ที่น่าสนใจกว่า โดยให้เรียงลำดับความน่าสนใจในการลงทุนเริ่มต้นจาก KCE ตามด้วย CCET, HANA และ DELTA ตามลำดับ

ทั้งนี้ ฝ่ายวิเคราะห์ฯ เลือกให้ KCE เป็นหุ้น Top Pick ของกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากปัจจัยสนับสนุนด้านแนวโน้มการฟื้นตัวของอัตรากำไร (มาร์จิ้น) และราคาหุ้นที่ยังคงอยู่ในระดับที่ถูกเมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐาน ขณะที่ DELTA แม้จะยังคงเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์หลักจากอุปสงค์ที่ขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยี AI แต่ด้วยการประเมินมูลค่าหุ้นที่อยู่ในระดับพรีเมียม จึงเป็นปัจจัยจำกัดโอกาสปรับตัวขึ้น (Upside) ของราคาหุ้นในระยะสั้น

สำหรับกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ของไทย ฝ่ายวิเคราะห์ฯ ประเมินว่าจะมีปัจจัยความเสี่ยงเชิงบวก (Upside risk) หากเม็ดเงินลงทุนในเทคโนโลยี AI สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ และปัญหาสินค้าคงคลังในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์กลับมาสู่ระดับปกติได้เร็วกว่าคาด ส่วนความเสี่ยงเชิงลบ (Downside risk) อาจเกิดจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่อ่อนตัวลง และตลาดปลายทางของเซมิคอนดักเตอร์มีการฟื้นตัวที่ล่าช้ากว่าคาด โดยประเมินว่าตลาดดั้งเดิมของเซมิคอนดักเตอร์จะยังคงอ่อนตัวต่อเนื่องในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 อันเป็นผลมาจากการขยายตัวของ GDP โลกในระดับต่ำ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ซบเซาในตลาดปลายทางสำคัญ เช่น ตลาดยานยนต์ สินค้าอุปโภคบริโภค และภาคอุตสาหกรรม ประกอบกับเป็นช่วงโลว์ซีซั่นของกลุ่มเทคโนโลยี ทำให้อัตราการใช้กำลังการผลิตในไตรมาส 1/2569 น่าจะทรงตัวในระดับใกล้เคียงกับไตรมาส 4/2568 มากกว่าที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ด้านข้อมูลจาก Bloomberg Consensus คาดการณ์ว่างบลงทุนของกลุ่ม Hyperscaler จะยังคงอยู่ในระดับสูงถึง 6.05 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 61% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งจะช่วยเป็นแรงหนุนให้กับอุปสงค์ชิป Logic, Memory และอุปกรณ์เครือข่ายอื่นๆ โดยนอกเหนือจากชิป AI แล้ว ฝ่ายวิเคราะห์ฯ ยังพบว่าอุปสงค์ของชิปอนาล็อกสำหรับยานยนต์และอุตสาหกรรมเริ่มเข้าสู่ภาวะที่มีเสถียรภาพ แม้จะยังคงต่ำกว่าช่วงวงจรขาขึ้นในปี 2564-2565 สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่ม Non-AI น่าจะเพิ่งก้าวเข้าสู่วงจรการฟื้นตัวในระยะแรก และคาดว่าอัตราการใช้กำลังการผลิตจะค่อยๆ ปรับตัวสูงขึ้นตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2/2569 เป็นต้นไป

เมื่อพิจารณารายบริษัท ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI มองว่า DELTA จะเป็นบริษัทที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากอุปสงค์เทคโนโลยี AI เนื่องจากนักลงทุนต่างจับตาดูโมเมนตัมการลงทุนของกลุ่ม Hyperscaler อย่างใกล้ชิด บวกกับการที่บริษัทเร่งผลิตผลิตภัณฑ์ด้านการจัดการระบบกำลังไฟฟ้า (Power management) และระบบระบายความร้อน (Cooling solutions) ให้กับผู้ผลิตเซิร์ฟเวอร์ โดยคาดว่ายอดขายของผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI น่าจะมีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 50% ของยอดขายรวมในปี 2569 ด้าน KCE แม้จะมีรายได้จากห่วงโซ่อุปทาน AI น้อยที่สุด ท่ามกลางความต้องการ AI PCB ที่สูงขึ้นในตลาด แต่บริษัทได้เลือกที่จะขยายพอร์ตโฟลิโอไปยังอุปกรณ์สำหรับผู้บริโภคและกลุ่มอากาศยานระดับไฮเอนด์ โดยปัจจัยหนุนที่สำคัญของ KCE คือ แนวโน้มการปรับขึ้นราคาขายเฉลี่ย (ASP) ของแผงวงจรพิมพ์ (PCB) ในระดับอุตสาหกรรม การฟื้นตัวของมาร์จิ้นตามอัตราการใช้กำลังการผลิตที่สูงขึ้น และอุปสงค์ที่แข็งแกร่งของชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับรถยนต์ ดังนั้น การเติบโตของกำไรส่วนใหญ่ของบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ไทย จึงน่าจะขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของตลาดปลายทางดั้งเดิมของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เป็นหลัก

สำหรับ CCET ซึ่งดำเนินธุรกิจให้บริการประกอบชิ้นส่วน PCBA สำหรับเซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล คาดว่าจะมีสัดส่วนรายได้ส่วนนี้ประมาณ 15-20% ของยอดขายในปี 2569 โดยประเมินว่ายอดขายโดยรวมที่ปรับลดลงนั้น จะสามารถชดเชยได้ด้วยอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่สูงขึ้น หลังจากบริษัทได้ดำเนินการปรับโมเดลธุรกิจจากรูปแบบ Turnkey มาเป็นรูปแบบ Consignment กับลูกค้ารายใหญ่ ในขณะที่ HANA แม้เพิ่งจะมีการลงนามความร่วมมือกับบริษัทสตาร์ทอัพด้าน AI Cooling แต่ทางฝ่ายวิเคราะห์ฯ เชื่อว่ารายได้จากธุรกิจส่วนนี้น่าจะยังจำกัดอยู่ที่ระดับ 5-10% ของยอดขายในปี 2570 และคาดว่า HANA จะยังคงมีอัตราการใช้กำลังการผลิตในระดับต่ำในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 เนื่องจากลูกค้ายังคงต้องใช้เวลาในการระบายสต็อกส่วนเกิน ส่วนธุรกิจซิลิคอนคาร์ไบด์ (SiC) มีแนวโน้มที่จะขาดทุนในระดับสูงในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 แต่อาจมีโอกาสฟื้นตัวได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เมื่อกระบวนการตรวจสอบคุณภาพการผลิตมีความคืบหน้า และรายได้จากความร่วมมือกับ Phononic เริ่มเติบโตขึ้น

Back to top button